[Mean] ด้วยความเข้าใจ
posted on 21 Mar 2009 16:35 by obvious in Mean
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ Lacerta ที่หว้ากอมาครับ ความจริงผมก็เคยเจอบทสัมภาษณ์นี้มาแล้วเมื่อหลายปีก่อนอ่ะนะ แต่ขี้เกียจอ่านเนื่องจากมันเป็นภาษาอังกฤษทั้งดุ้นแถมยาวเป็นกิโล พ่วงด้วยศัพท์วิชาการยากๆ อีกด้วยแหนะ ก็เลยถอดใจไปซะก่อน
.
สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Lacerta นะครับ ผมขอกล่าวคร่าวๆ ละกัน เอาเป็นว่า Lacerta คนเนี่ยเธอบอกว่าเธอนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตใต้โลกครับ!
เธอยืนสองขา หลังตรง เฉลียวฉลาด และสืบสายพันธุ์มาจากตัวอิกัวโนดอนตามรูปข้างล่างนี่แหละครับ

ซึ่งอิกัวโนดอนเนี่ยรู้สึกว่ามันจะเป็นไดโนเสาร์กินพืชอยู่ในช่วงปลายๆ ยุคจูแรสสิคมั้งนะ
.
ตามที่เธอบอก - เธอมีร่างกายสีเขียว ไม่มีหางเนื่องจากหางได้ลดรูปลงไปแล้ว มีหน้าอก มีนมเอาไว้ให้นมลูกเพราะเธอเป็นเพศเมีย มีพลังจิตอย่างเทเลพาธี หรือเทเลคิเนซิสที่แข็งแกร่ง มีส่วนของ "หลัง" ที่เป็นอวัยวะอะไรซักอย่าง ที่เธอว่าเธอเอาไว้รับแสงแดดครับ ซึ่งจะทำให้เธอรู้สึกดีเหมือนที่โกคูได้กินถั่วเทพ เพราะเธอนั้นเป็นสัตว์เลือดเย็น
.
Lacerta บอกว่าเผ่าพันธุ์ของเธอนั้นมีวิวัฒนาการมาก่อนมนุษย์เสียอีกครับ เธอพูดว่าตอนที่ปู่ทวดของปู่ทวดของปู่ทวดของปู่ทวดของปู่ทวดของปู่ทวดของลุงข้างบ้านของเรายังเป็นลิงเกาะตามกิ่งไม้อยู่นั้น เผ่าพันธุ์เธอกำลังพัฒนาเทคโนโลยีอยู่เสียด้วยซ้ำ
.
ประวัติศาสตร์ของโลกทางธรณีวิทยาที่มนุษย์บอกได้นั้น มีอายุไม่กี่ร้อยล้านปีเองครับ เธอบ่นให้คนสัมภาษณ์ฟังว่าแบบที่มนุษย์กำลังเข้าใจอยู่เนี่ยมันไม่ใช่เลยนาเหวย มันมีอะไรที่ไกลเกินกว่านั้น มนุษย์ยังเยาว์เกินกว่าที่จะเข้าใจนัก และสาเหตุที่เราไม่เคยค้นพบโครงกระดูกของเผ่าพันธุ์ของพวกเธอเลยนั้น เป็นเพราะว่านักวิทยาศาสตร์ของเรามัวแต่สนใจต่อกระดูกที่พบออกมาในรูปของสัตว์เลื้อยคลานเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจต่อให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเลยนี่ฟ่า
.
บทความสัมภาษณ์ของ Lacerta นี้ ซึ่งต่อไปจะขอเรียกว่าเจ๊ลา มีต้นฉบับเป็นภาษาสวีเดนครับ และต่อมาก็ได้มีการแพร่หลายได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ ทั่วโลก โดยที่เจ๊ลาได้รู้จักกับ E.F. เพื่อนของผู้สัมภาษณ์ก่อนแล้วเกิดติดใจในความคิดอันกิ๊บเก๋ของ E.F. ซะงั้น จึงตัดสินใจติดต่อมายังผู้สัมภาษณ์ เพราะเธอต้องการดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของมนุษย์หลังจากได้รับรู้เรื่องราวความจริงที่เธอเล่า
.
เจ๊แกยังบอกอีกว่าสนใจความประพฤติต่างๆ ในเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ยอมให้ถ่ายรูปอีกนะ ระแวงนู่นระแวงนี่อยู่นั่นแหละ ถ้ากังวลขนาดนั้นแล้วจะมาให้สัมภาษณ์ทำไมหนอ เดี๋ยวปั๊ดดับเครื่องชนซะเลยนิ
.
และตามถ้อยคำของเจ๊ลาที่อธิบายลักษณะกายภาพของตัวเองให้เราฟังแล้วนั้น เจ๊ลาจะมีลักษณะแบบนี้ครับ
ซึ่งเจ๊ลาก็ใจดีครับแม้จะขี้บ่น พูดอะไรต่อมิอะไรให้เราฟังตั้งหลายเรื่องแหน่ะ ทั้งเรื่อง UFO เอย เทคโนโลยีล้ำสมัยเอย ที่อยู่อาศัยของเจ๊ลาเอย สังคมมนุษย์เลื้อยคลานเอย ประวัติศาสตร์โลกเอย เอเลี่ยนเผ่าพันธุ์อื่นเอย สงครามเมื่อ 65 ล้านปีก่อนเอย
.
โดยเฉพาะเรื่องสงครามเมื่อ 65 ล้านปีก่อนเนี่ย เจ๊แกเล่าเหมือนนิทานก่อนนอนเลยครับ เจ๊ลาบอกว่าสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปนั้นไม่ใช่เป็นเพราะอุกกาบาตอย่างที่มนุษย์เข้าใจครับ...แต่มันมีสาเหตุมาจากจอมมารบู ซะที่ไหนกันเล่า!!! แต่มีสาเหตุมาจากการทำสงครามระหว่างเอเลี่ยนสองเผ่าพันธุ์ด้วยกัน
.
สุดท้ายแล้วเอเลี่ยนกลุ่มที่มีลักษณะแบบสัตว์เลื้อยคลานก็ใช้อาวุธทำลายล้างสูงยิงเข้าไปที่อเมริกากลาง (ในจุดที่มีหลุมขนาดยักษ์ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิดจากอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกทำใหไดโนเสาร์สูญพันธุ์) แต่จากนั้นเอเลี่ยนกลุ่มนี้ก็จากดาวของเราไปโดยที่ไม่มีใครทราบเหตุผล
.
ภายหลังจากนั้น ก็มีเอเลี่ยนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับมนุษย์อย่างเราๆ สูงมากครับ คือพวก Illojiim เจ๊ลาบอกว่าพวกนี้นี่เองที่เป็นผู้ที่รังสรรค์เผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเราๆ ขึ้นมา โดยการจับลิงบรรพบุรุษของเราไปหลายหมื่นตัวเพื่อไปพัฒนาบนดาวของตัวเองสอนสิ่งต่างๆ จากนั้นก็นำกลับมาส่งยังโลกอีกครั้ง แล้วพวกนี้ก็หายไปและกลับมาเร่งวิวัฒนาการให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นระยะๆ ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว และในระหว่างที่พวก Illojiim กลับมาเป็นระยะๆ นั้น ก็ได้สร้างสถานที่สำคัญเอาไว้หลายแห่งครับ ทั้งพีระมิด และเมืองแอตแลนติส
.
พูดง่ายๆ ก็คือ Illojiim คือผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาครับ
.
แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดสงครามขึ้นระหว่างเผ่าพันธุ์ของเจ๊ลา (ที่อยู่บนโลกมาก่อน) กับพวก Illojiim และระหว่างพวก Illojiim ด้วยกันเอง เพราะว่าพวกเขาบางคนก็เห็นว่าการสร้างมนุษย์หลายต่อหลายรุ่นบนดาวนี้นั้น นับเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลสิ้นดี
.
โดยสงครามในครั้งนี้ประวัติศาสตร์ของเราแสดงออกมาในแง่ความเชื่อทางศาสนาครับ เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว ผู้ชนะและผู้แพ้ คนฉลาดและคนโง่ ผู้รอดและผู้ตาย และพวก Illojiim ก็บอกให้เราเชื่อว่าพวกเขาคือฝ่ายดี คือพระเจ้าของเรา เลยทำให้เผ่าพันธุ์สัตว์เลื้อยคลานของเจ๊ลากลายเป็นผู้ร้ายไปซะงั้น ทั้งๆ ที่เจ๊แกบอกว่าเผ่าพันธุ์ของเธอพยายามต่อสู้เพื่อพิทักษ์โลกนี้ไว้แบบพวกของเคนจิคุงแท้ๆ
.
สุดท้ายแล้วพวก Illojiim ก็จากดาวเคราะห์ของเราไปซะเฉยๆ ครับ โดยไม่กลับมาอีกเลยเป็นเวลาหลายพันปี และเรื่องนี้ก็ไม่มีใครทราบเหตุผลอีกเช่นกันว่ามันจะจากไปทำไมกัน
.
เรื่องราวการทำสงครามในครั้งนี้ถูกบันทึกออกมาในรูปแบบเทพนิยายทางศาสนา และภาพวาดครับ เจ๊ลาบอกว่ามันสมองของมนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่น่าสนใจก็คือเรื่องในคัมภีร์ทางศาสนาที่บอกว่าพระเจ้าอยู่บนท้องฟ้า และซาตานอาศัยอยู่ใต้ดินเนี่ย สอดคล้องกันดีชะมัด เพราะพวก Illojiim มาจากอวกาศ และเผ่าพันธุ์สัตว์เลื้อยคลานของเจ๊ลาก็อาศัยอยู่ใต้ดิน แถมปีศาจร้ายในคัมภีร์ทางศาสนานั้นมีรูปร่างเป็นสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วยนะ
.
เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่เจ๊แกบอกก็คือเรื่องของ "ฟอง [Bubble]" ครับ
.
สืบเนื่องมาจากเรื่องเอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ในโลกมนุษย์ของเราตอนนี้นี่แหละครับ เจ๊ลาบอกว่ามีบางเผ่าพันธุ์ไม่ได้อยู่ในจักรวาลนี้มาก่อน แต่มาจาก Bubble อื่น ซึ่งเอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ที่ทำแบบนี้ได้จะต้องมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมากแบบชาวดาเม็กอะไรยังเงี้ย จะสามารถเดินไปมาระหว่างฟองได้ โดยอาศัยเทคนิคทางควอนตัมเพื่อข้ามไปมาระหว่างจักรวาลได้
.
ซึ่งดูโดยรวมๆ แล้ว ฟังดูขี้โม้ใช่มั้ยครับ.....
.
สิ่งที่เธอพูดนั้นใช่ว่าจะไม่อาจเป็นจริงได้เลยนะครับ เราลองมามองกันอีกแง่ละกันนะ
.
ขั้นแรกเลยเป็นเรื่องของโครงกระดูกที่ชาวเราค้นพบกันครับ เป็นเรื่องจริงครับที่เธอกล่าวว่าพวกกระดูกไดโนเสาร์ หรือสัตว์ยุคดึกดำบรรพพ์ที่นักสำรวจค้นพบนั้นส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นโครงร่างกระดูกของไดโนเสาร์จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่เก่าแก่มากๆ กระดูกที่ได้ก็เป็นแค่กระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่นักบรรพชีวินวิทยาก็ยังอุตส่าห์ปะติดปะต่อ ไดโนเสาร์ชนิดนั้นๆ ขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่างได้
.
ซึ่งกระดูกที่นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นใช้ ในการต่อกันจนกลายมาเป็นไดโนเสาร์สปีชี่ย์หนึ่งนั้น มีโอกาสค่อนข้างสูงที่เดียวครับที่มันจะมาจากกระดูกของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ในโครง ร่างไดโนเสาร์หนึ่งชนิด อาจจะมีกระดูกที่มาจากสิ่งมีชีวิตเป็นสิบๆ สายพันธุ์ก็เป็นได้
.
นั่นก็คือ นักบรรพชีวินวิทยามักจะมุ่งเป้าไปที่สัตว์เลื้อยคลานครับ เพราะต่อยังไงมันก็เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ถ้าลุงๆ แกมุ่งเป้าว่าสัตว์ยุคดึกดำบรรพพ์มีรูปร่างเป็นแบบโดเรมอน ดังนั้น กระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เราค้นพบนั้นก็สามารถต่อเป็นรูปโดเรมอนได้เช่นกัน
.
อีกทั้งเรื่องของพีระมิดอีกเรื่องครับที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่ามนุษย์โบราณสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร
.
ในพื้นที่ต้องห้ามแห่งหนึ่งในมณฑลซานซี ของสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นก็มีพีระมิดจำนวนมากตั้งอยู่เช่นกันครับ แต่ทางการของจีนปิดเงียบเอาไว้
มีพระชาวจีนรูปหนึ่งครับเล่าว่าพีระมิดนี้มีการอ้างถึงในบันทึกโบราณอายุกว่า 5000 ปีในวัดของพระรูปนั้น ซึ่งบ่งบอกว่ามันเป็นสิ่งที่เก่าแก่มาก และยังบอกอีกว่าพีระมิดนี้เป็นของพระจักรพรรดิเก่าแก่หลายพระองค์ และบันทึกไว้ว่า "พระจักรพรรดิมิได้กำเนิดขึ้นในโลกนี้แต่เป็นลูกหลานของโอรสสวรรค์ที่มาสู่โลกนี้ด้วยมังกรโลหะที่มาจากฟากฟ้า และผู้มาเยือนจากฟ้าเป็นผู้สร้างพีระมิดเอาไว้" - ซึ่งมันทำให้ผมนึกถึงพวก Illojiim ที่พาเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปวิวัฒนาการยังดาวของตนเองเลยแฮะ
นอกจากนี้งานศิลปะในสมัยก่อน ก็มีภาพแปลกๆ อยู่เหมือนกันครับ เป็นภาพที่คล้ายกับเอเลี่ยนเอย คล้าย UFO เอย ลองดูละกันครับ


สุดท้ายแล้วในเรื่อง Bubble หรือ "ฟอง" ที่เจ๊แกพูดว่ามีพวกคนดาวนาเม็กใช้ในการเดินทางข้ามอวกาศเนี่ย ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยมีมนุษย์พูดถึงมาก่อนนะครับ
.
เมื่อปี 1988 ลุงคิป ธอร์น และคณะเคยเจอคำตอบที่่ค่อนข้างน่าพิศวงอย่างหนึ่งในสมการของไอน์สไตน์ เป็นคำตอบที่อนุญาติให้เราสามารถเดินทางย้อนกลับไปในอดีตได้ครับ แบบว่าสามารถไปทางจรวดแล้วกลับมาก่อนที่จะมีการสร้างจรวดลำนั้นซะอีกหน่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนดูดราก้อนบอลภาค GT ยังไงยังงั้น
.
แต่ว่ายานข้ามอวกาศแบบธอร์นนั้นจำเป็นจะต้องใช้สสารลบ (negative matter) หรือพลังงานลบ (negative energy) ด้วยครับ โดยที่สสารลบนั้นจะมีคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับสสารโดยทั่วไป ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ สสารทั่วไปจะขึ้นกับความโน้มถ่วงแต่ไม่ใช่กับสสารลบ หากเราถือมันไว้ในมือ จู่ๆ มันอาจจะลอยขึ้นฟ้าหนีหายเราไปเฉยๆ ก็ได้นะ
.
แถมนักวิทยาศาสตร์ก็ยังเคยเชื่อว่าไม่มีสสารลบเหลืออยู่ในโลกของเราอีกต่อไป เพราะมันคงจะลอยหายหลุดชั้นบรรยากาศโลกไปแล้วหลายหมื่นปีนาเหวย
.
แต่สสารลบหรือพลังงานลบยังคงสามารถพบได้แม้ในปัจจุบันครับ ซึ่งหากเราเอาแผ่นโลหะสองแผ่นที่ไม่มีประจุไฟฟ้ามาตั้งขนานกัน จะสามารถเกิดแรงดึงดูดอ่อนๆ ระหว่างกันได้ (เรียกว่า ปรากฏการณ์ Casimir) ซึ่งระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง เนี่ยจะมีพลังงานลบอยู่ และตามทฤษฏีของไอน์สไตน์บอกไว้ว่าการที่มีพลังงานลบอยู่ จะสามารถทำให้เกิดรูหรือฟอง (bubble) ในสเปซและเวลาที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมของบริเวณนั้นได้
.
นึกภาพว่าถ้าชาวดาวนาเม็กสามารถจับเอารูสักรูในนั้นยืดออกให้กลายเป็นท่อยาวแล้วเชื่อมแผ่นโลหะขนานนี้เข้าด้วยกันได้ เราจะสามารถจับคุณหยำฉายัดลงไปในท่อนี้ได้ แล้วคุณหยำฉาจะสามารถไปโผล่ในอีกจักรวาลหนึ่งได้ทันที
.
ซึ่งเผ่าพันธุ์ที่มีวิทยาการสูงก็คงจะสามารถเดินทางไปมาระหว่างฟองนี้ได้เพื่อข้ามอวกาศ ตรงกับที่เจ๊ลาพูดให้ฟังยังไงยังงั้น
.
แม้จะมีหลายข้อที่สอดคล้องกับที่เจ๊ลาพูด แต่โดยที่สุดแล้ว ผมก็ว่าเรื่องเจ๊ลาเนี่ยมันค่อนข้างที่จะไม่น่าเชื่อเกินไปครับ ชื่อที่เธอใช้เรียกตัวเอง ศัพท์วิชาการยากๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ แม้จะเป็นคำแปลกๆ แต่ส่วนใหญ่กลับใช้คำที่ตรงกับมนุษย์ใช้เด๊ะๆ เหมือนที่ชาวดาวนาเม็กเอาแต่พูดภาษาญี่ปุ่นนั่นแหละ
.
แถมเธอยังรอบรู้ไปซะทุกเรื่องด้วยนะ ทั้งประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เอเลี่ยน การกำเนิดชีวิต รวมถึงภาษามนุษย์ จะมีบุคคลที่รอบรู้ทุกด้านขนาดนั้นอยู่ด้วยเหรอแม้จะเป็นเผ่าพันธุ์ชั้นสูงก็เหอะ
.
แถมเวลาที่เธอเล่าเหตุการณ์อะไรย้อนหลัง เธอยังสามารถบอกปีได้เป๊ะๆ อีกด้วย น่าประหลาดใจชะมัด นี่มันเกินไปแล้วนะ เนื้อเรื่องชักออกแนวขี้โม้เหนือมนุษย์แบบ prince of tennis ยังไงยังงั้น
.
แม้ว่าเรื่อง Lacerta จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม หรือจะเป็นแค่เรื่องกุขึ้นมาหลอกลวงโลกแบบมนุษย์ต่างดาวยุคก่อนๆ ก็ตามที หรือจะเป็นการเล่นตลกของบุคคลบางกลุ่ม หรือ จะเป็นวิธีการโน้มน้าวใจอย่างหนึ่งของลัทธินิยม UFO หรืออะไรก็ตาม แต่ผมก็เห็นด้วยกับความคิดของ Lacerta ที่มีต่อเผ่าพันธุ์ของเราอย่างหนึ่งที่ว่า -
.
.
.
- มนุษย์นั้นยังเยาว์นักเกินกว่าที่จะเข้าใจ
*Lacerta ที่เจ๊ลาใช้เป็นชื่อมนุษย์นั้น เป็นชื่อของกลุ่มดาวกิ้งก่าครับ ซึ่งในภาษาละติน Lacerta แปลว่า Lizard
*Illojiim อิลโลจิมหรือเอโลฮิม เป็นคำที่ใช้เรียกพระเจ้าในศาสนายิว
*รัฐบาลจีนมีนโยบายในการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วปกคลุมไว้บนพีระมิดที่มณฑลซานซี เนื่องจากต้องการให้มันหลุดพ้นจากการลอบสำรวจทางอากาศ
*ไปลอง search หาบทสัมภาษณ์เต็มๆ ของ Lacerta อ่านทางกูเกิ้ลดูครับ โดยบทสัมภาษณ์ทั้งหมดจะมี 2 ส่วนด้วยกัน นอกจากเรื่องที่ผมพูดถึงแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจนะ ทั้งวิธีการซ่อนตัวจากมนุษย์ สงครามในอนาคต เอเลี่ยนเผ่าพันธุ์อื่น การวิเคราะห์ภาพถ่าย UFO สังคมมนุษย์เลื้อยคลาน เป็นต้น แต่เนื้อเรื่องช่วงหลังออกจะมึนๆ หน่อยนะ
ปจด.ผมไม่ได้บอกว่าควรเชื่อเรื่องนี้หรือไม่นะครับ เพราะถึงเชื่อแต่ก็อย่าสนิทใจไปนัก และถึงจะไม่เชื่อ ก็อย่าให้ถึงขั้นปิดหูปิดตาเลยครับ
ปพ.รู้สึกว่ามันเป็นเอ็นทรี่ที่ยาวจริงๆ แฮะ เนื่องจากไม่ได้อัพซะนานเลยใส่ซะเต็มกำลัง คาดว่าคงจะได้ซีไรท์มาอยู่ในมือแหงๆ - ขออภัยในความน่าเบื่อด้วยครับ คิดว่าน้อยคนคงจะอ่านจบหล่ะมั้ง