Mean

อิสระในเวลา

posted on 13 May 2011 20:50 by obvious in Mean
 
ในปี 1952 นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งชื่อ บ๊อบ วิลสัน นั่งหันหน้าเข้าหาโต๊ะในห้องพักของเขา เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกอย่างขะมักเขม้นเนื่องจากจำเป็นต้องส่งงานในวันพรุ่งนี้ อารมณ์ประมาณว่าไฟใกล้จะลนตูดอยู่รำไร หัวข้อของงานที่เขาทำคือเรื่องการเดินทางข้ามเวลา

ขณะทำงานอยู่นั้น เครื่องพิมพ์ดีดที่เขาใช้พิมพ์รายงานเกิดติดขัดขึ้นมา เขาก็พยายามที่จะแก้ไขมัน ชิบหายแล้วตู รู้งี้ทำล่วงหน้าก่อนก็ดี   ทันใดนั้นกลับมีเสียงดังมาจากข้างหลังพูดบอกเขาว่า ช่างเครื่องพิมพ์ดีดมันเถอะ เขาสะดุ้ง เนื่องจากในห้องนี้ควรมีเขาแค่คนเดียว เขาหันกลับไปดู กลับพบชายคนหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้า รูปร่างพอๆ กันกับเขา

ชายคนนี้บอกว่าเขาชื่อ โจ ข้างๆ โจมีทรงกลมประหลาดลอยอยู่เหนือพื้น โจบอกบ๊อบว่า สิ่งนี้ก็คือประตูเวลา โจยังบอกอีกว่าเขาเดินทางมาจากอนาคตผ่านทางประตูเวลานี้ โดยที่โจหาใช่แมวสีฟ้าไร้หูแต่อย่างใด เนื่องจากโจไม่ได้ออกมาจากลิ้นชักโต๊ะ และนอนในตู้เก็บที่นอน

โจพยายามโน้มน้าวใจให้บ๊อบเดินทางไปยังอนาคตอีกหลายพันปีข้างหน้า  บ๊อบไม่เชื่อ โจจึงสาธิตโดยการลองโยนหมวกใบหนึ่งเข้าไปในประตูเวลา  ปรากฏว่าหมวกใบนั้นหายลับไปกับตา

บ๊อบลังเล กลัวก็กลัว เสียดายหมวกก็เสียดาย ทันใดนั้นมีชายอีกคนโผล่ออกมา หน้าตาและรูปร่างคล้ายโจมาก ชายคนที่สามเกิดมีปากเสียงกับโจ และต่อสู้กัน ทำให้บ๊อบถูกลูกหลง หลุดเข้าไปในประตูเวลา



บ๊อบพบว่าตัวเองอยู่ในวังขนาดใหญ่ มีชายคนหนึ่งไว้หนวดและเคราขาว ผมขาว เดินเข้ามาแนะนำตัวเองกับบ๊อบว่า เขาคือดิกเตอร์ ดิกเตอร์บอกบ๊อบว่านี้คือเวลาประมาณสามหมื่นปีข้างหน้าจากปี 1952 ซึ่งมนุษย์ในยุคนี้ต่างจากยุคที่เขาจากมามาก

บ๊อบอยากกลับบ้าน ไปยังปีของเขา แต่ดิกเตอร์บอกว่ายังไม่ต้องรีบร้อนจะเดินทางกลับ เพราะอนาคตที่ยิ่งใหญ่รอเขาอยู่ ดิกเตอร์บอกว่าสิ่งทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวเป็นผู้สร้างประตูเวลานี้ และปกครองมนุษย์อยู่ราวสองหมื่นปีก่อนจากไป ทำให้มนุษย์ในยุคนี้ไม่เหมือนกับมนุษย์ในยุคของบ๊อบ วิลสัน ไม่มีความก้าวร้าว ไม่มีตัณหา จึงสามารถถูกปกครองได้ง่าย

ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่มาจากอดีตก็สามารถกลายเป็นราชาของโลกได้ไม่ยาก!


บ๊อบหูผึ่ง นี่มันอะไรกันเนี่ย เนื้อเรื่องชักออกแนวการ์ตูนชอบกล ดิกเตอร์ขอให้บ๊อบเดินทางกลับเข้าไปในอดีตอีกครั้งเพื่อนำใครคนหนึ่งมา บ๊อบเดินเข้าไปในประตูเวลาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องพักห้องหนึ่ง ข้างหน้ามีชายคนหนึ่งหันหน้าเข้าโต๊ะกับงานกองใหญ่พร้อมเครื่องพิมพ์ดีด ดูเหมือนว่าชายคนนั้นประสบปัญหากับเครื่องพิมพ์ดีดเล็กน้อย

ชายคนนั้นก็คือ บ๊อบ วิลสัน! ชายคนนั้นคือตัวเค้าเอง!

เขาบอกกับบ๊อบที่นั่งพิมพ์งานแล้วกำลังแก้เครื่องพิมพ์ดีดว่า ช่างมันเต๊อะ มาสนุกกับพี่ดีกว่า และบอกกับบ๊อบทำงานว่า ตัวเองชื่อ โจ เพื่อไม่ให้สับสนกับตัวตนจริงของเขา หลังจากนั้นกลับมีบ๊อบอีกคนเข้ามาทะเลาะกับเขา บ๊อบทำงานโดนลูกหลง หลุดเข้าไปในประตูกาลเวลา

เขาเดินทางกลับอนาคตไปหาดิกเตอร์อีกครั้ง ดิกเตอร์บอกให้เขากลับไปปี 1952 ซื้อของต่างๆ ที่จำเป็นในการครองโลกมา และกลับมายังโลกอนาคตอีกครั้งก่อนเวลาที่ดิกเตอร์จะปรากฏตัวอย่างน้อย 10 ปี

บ๊อบเดินทางไปปี 1952 ผ่านฉากที่เห็นตัวเองนั่งทำวิทยานิพนธ์อีกครั้งแต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ตัวตนของเขามีอิสระจากตัวตนที่นั่งทำงานอยู่ เขาซื้อของที่จำเป็นต่างๆ และเดินทางกลับอนาคตในปีก่อนที่ดิกเตอร์จะปรากฏตัว 10 ปีเพื่อตัดหน้าแย่งดิกเตอร์ในตำแหน่งการปกครองโลก

เวลาผ่านไป บ๊อบ วิลสัน ได้เป็นผู้ปกครองโลกสมใจ เขามีอายุมากขึ้นและตำแหน่งราชาก็มั่นคงอย่างมาก แต่เขาก็ยังสั่งให้ทาสเฝ้าคอยดูการปรากฏตัวของดิกเตอร์อยู่เสมอ เนื่องจากระแวงว่าสักวันหนึ่งดิกเตอร์จะมาแย่งตำแหน่งผู้ปกครองของเขา  แต่ก็ไร้วี่แวว

เขาพิจารณามองดูตัวเองอีกครั้ง ตอนนี้เขามีผมขาว รวมทั้งหนวดและเคราของเขาล้วนสีขาวทั้งสิ้น เขานั่นเองคือดิกเตอร์! ดิกเตอร์คือชื่อที่พวกทาสเอาไว้เรียกตำแหน่งของผู้ปกครอง

วันหนึ่งเขาพบว่าจู่ๆ ก็มีหมวกใบหนึ่งหลุดออกมาจากประตูกาลเวลา จากนั้นชายหนุ่มที่เขาจำได้ในทันทีว่าคือ บ๊อบ วิลสัน จากอดีตก็ปรากฏตัวขึ้น....



ที่จบไปคือเรื่องสั้นเรื่อง By His Bootstraps เขียนขึ้นในปี 1941 ลงในนิตยสารนิยายวิทยาศาสตร์ Astounding  ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า Anson MacDonald (ซึ่งแท้จริงก็คือ Robert A. Heinlein นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก)
 
File:By His Bootstraps ASF Oct 1941.jpg
http://en.wikipedia.org/wiki/File:By_His_Bootstraps_ASF_Oct_1941.jpg
 
จากเรื่องนี้ทำให้เราได้คิดว่าหากวันหนึ่งเราสามารถเดินทางย้อนไปในอดีตหรือในอนาคตได้จริง ตัวตนของเราในกาลเวลาหนึ่งๆ จะเชื่อมโยงกับตัวตนของเราในเวลาอื่นๆ หรือไม่

สมมุติว่าเราเดินตกท่อขาหัก เราจะย้อนอดีตไปบอกตัวเราได้หรือไม่ว่าวันนี้อย่าออกไปเดินข้างนอกนะ หรือถ้าออกไปก็ระวังท่อตรงหัวมุมถนนไว้ให้ดีนะ เมื่อเป็นแบบนี้ตัวตนของเราจะหายจากอาการขาหักหรือไม่ หรือว่ายังคงเป็นอยู่

ความเป็นตัวตนของเราจะยังคงเป็นเช่นเดิมหรือไม่ หากเราเปลี่ยนตัวตนในอดีตของเรา

หรือตัวตนของเราอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ยังเจ็บตัว ขาหักเหมือนเดิม แม้ว่าเราจะถ่อกายย้ายสังขารข้ามเวลาไปเตือนตัวเราในอดีตแล้วแท้ๆ บางทีตัวเราในอดีตอาจจะมัวแต่ระวังจะตกท่อจนเกินไป แต่กลับเดินลื่นล้มในห้องน้ำขาหักแทน ถ้าเป็นแบบนี้ ความทรงจำของเราเรื่องตกท่อ จะยังมีอยู่หรือไม่

ถ้าเรายังคงรับรู้อยู่ว่าที่ตัวเราขาหักเนี่ย เพราะตกท่อจริงๆ นาเหวย แล้วตัวเราในอดีตที่ลื่นล้มขาหักในห้องน้ำคืออะไร หากการเดินทางข้ามเวลาแต่ละครั้ง ทำให้เกิดตัวตนของเราขึ้นมาใหม่ แล้วตัวตนไหน คือตัวตนที่แท้จริงของเรา


หรือโนบิตะคุงเดินทางไปดูข้อสอบในอนาคตล่วงหน้า แล้วทำข้อสอบได้ แต่โนบิตะคุงคนที่อยู่ในอนาคตที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยด้วยกลับสอบตก จะบอกว่าตัวตนของโนบิตะคุงสองเวลานี้เชื่อมโยงกันหรือไม่


หากลองคิดดูดีๆ สิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าตัวเราเป็นคนๆ เดียวกันกับเมื่อ 5 นาทีก่อน และจะเป็นตัวคนเดียวกับเมื่อ 5 นาทีต่อไป ก็คือ สมอง คอยควบคุมให้เราคิดแบบนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราในอดีต และปัจจุบันเป็นคนๆ เดียวกัน จากความทรงจำ ทำให้เราคิดว่าเวลานั้นมีการไหลอย่างต่อเนื่องดังเช่นสายน้ำ แต่ทว่าการข้ามเวลา อาจส่งผลต่อสายน้ำนั้น



เรื่องเวลาเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์เสมอในโลกของฟิสิกส์ และยิ่งแปลกพิศดารกว่า เมื่อปรากฏอยู่ในรูปนิยายวิทยาศาสตร์ การที่ตัวตนของเรามีหลายตัวตน และแต่ละตัวตน ล้วน 'จริง' ทั้งนั้นนับเป็นเรื่องน่าประหลาด อารมณ์ประมาณเห็นจอมมารบูที่น่าจะตายไปแล้ว ฟื้นขึ้นมาแล้วมีร่างใหม่ที่เจ๋งกว่าเดิมซะอีกเหวย

บางที เราอาจเปลี่ยนแนวคิดใหม่ได้ว่า ตัวตนของเราในแต่ละวินาทีของเวลาเป็นจริง เวลาแบ่งเป็นท่อนๆ และตัวตนของเราที่อยู่ภายในเวลาแต่ละท่อนล้วนอิสระจากตัวมันเอง ล้วนเป็นตัวตนของเรา 'จริง' และความทรงจำของเรานั้นต่างหากที่ทำให้เกิดความต่อเนื่อง
 
ให้ลองนึกถึงนาฬิกาทราย ทรายแต่ละเม็ดไหลลงข้างล่างตามเวลาที่ผ่านไป รวมกันเป็นกลุ่มก้อนของเวลา ในขณะที่ทรายแต่ละเม็ดที่รวมเป็นเวลานั้นเป็นอิสระต่อกัน
 
หากให้ยกตัวอย่างเพื่อให้มองง่ายกว่านั้น  ก็คงเหมือนตัวการ์ตูนที่ตอนเด็กๆ เราวาดไว้ตรงมุมหนังสือ ในแต่ละหน้าแต่ละเฟรม ตัวการ์ตูนจะค่อยๆ มีการขยับไปทีละน้อยจากหน้าที่แล้ว พอพลิกหน้าหนังสือเร็วๆ ตัวการ์ตูนจึงขยับและเชื่อมโยงกัน แล้วเรื่องราวก็เกิดขึ้น!
 
 
 
 
 
หรือเราอาจมองในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือเรื่องของมิติเวลา เป็นแนวคิดคือจักรวาลของเราอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายจักรวาลเท่านั้น และตัวตนของเราในแต่ละมิติล้วนจริงทั้งสิ้น (เราอาจพบตัวเราที่เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเปลี่ยนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแทนในอีกมิติก็เป็นได้ - อ่านเพิ่มเติมได้ที่ช่วงท้ายของบทความ มรดกของเหล่าเอฟผู้ชอบคิดอะไรพิกล)

ดังนั้นในหนึ่งวันเดียวกัน ที่ตัวเรากำลังเล่นเกมส์และนอนกลางวัน ตัวเราในมิติอื่นอาจเป็นถึงซุปเปอร์ไซย่าก็เป็นได้

 
File:189656~Groundhog-Day-Posters.jpg
http://en.wikipedia.org/wiki/File:189656~Groundhog-Day-Posters.jpg
 
ในภาพยนต์ตลกเรื่อง Groundhog Day (1993) ตัวเอกชื่อฟิล คอนนอร์ส เป็นผู้รายงานสภาพอากาศ (รับบทโดยบิล เมอเรย์) ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันที่ 2 กุมภาพันธ์อย่างเหนื่อยหน่าย วันนี้เขาต้องไปทำข่าวรายงานสภาพอากาศเกี่ยวกับเทศกาลวันกราวนด์ฮ็อคในพื้นที่ ร่วมกับตากล้องและโปรดิวเซอร์สาวชื่อ ริต้า

เทศกาลวันกราวนด์ฮ็อคเป็นงานของชาวอเมริกันที่อยู่ตามชนบทฉลอง เป็นวันที่ตัวอ้น (Groundhog) จะออกมาจากรูหลังการจำศีล ถือเป็นการสิ้นสุดฤดูหนาว

หลังทำงานเสร็จเกิดพายุหิมะทำให้ฟิลต้องตัดสินใจพักที่เมืองนั้น พอเขาตื่นขึ้นมาพบว่าวิทยุรายงานข่าวเป็นข้อความเดิมทุกประการกับเมื่อวานนี้ เขาวนกลับมาใช้ชีวิตในวันเดิม คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์อีกครั้ง! เขาดำเนินชีวิตไปเช่นเดิมทุกประการ โดยที่มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในวันเดิม

และไม่ว่าจะตื่นนอนสักกี่ครั้ง เขาจะกลับมาวันเดิมคือเช้าของวันที่ 2 กุมภาฯ ทุกครั้ง  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายต่อหลายรอบ

แรกๆ เขาเบื่อ แต่เขาก็เริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตใหม่ (ซึ่งเป็นในวันเดิม) เขาเริ่มหาความบันเทิงในชีวิต แอบขโมยเงิน/ขับรถชนเล่น/เรียนรู้ความลับของคนที่เขาพึ่งพบ/กินอาหารไขมันสูงได้โดยไม่ต้องกลัวโรค หรือแม้กระทั่งลองฆ่าตัวตาย และทุกครั้งที่เขาตื่นขึ้นมาจะเป็นตอนเช้าของวันที่ 2 กุมภาพันธ์เสมอ

เขารักริต้า ทุกครั้งที่เขาตื่นขึ้นมาเป็นวันเดิม เขาจะเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวกับเธอทีละอย่าง - หัดเล่นเปียโน หัดพูดภาษาฝรั่งเศส (ริต้าพูดได้) เรียนรู้สิ่งที่เธอชอบ เธอเกลียด เขาเล่าเรื่องที่เขาติดอยู่ในวันที่ 2 กุมภาฯ ให้เธอฟัง แต่เธอไม่เชื่อ และทุกครั้งที่จบวัน เมื่อฟิลตื่นขึ้นมากลายเป็นวันเดิมอีกครั้ง ริต้าจำสิ่งที่เขาทำให้เธอไม่ได้เลย

เขาปรับปรุงตัวเอง จนครั้งสุดท้ายเธอนอนหลับอยู่ภายในอ้อมแขนของเขา โดยเขาพยายามที่จะไม่หลับ เพราะเขากลัวว่าช่วงเวลานี้จะหมดไป และเมื่อตื่นขึ้นเธอจะลืมทุกสิ่ง

วันรุ่งขึ้น เขาพบว่าวิทยุรายงานข่าวใหม่ และเธอยังคงอยู่ในอ้อมแขนเขา เขาอยู่ในที่ 3 กุมภาพันธ์! เขาหลุดจาก Groundhog day และหลุดออกจากฤดูหนาวอันยาวนานในที่สุด




โรแมนติคชะมัด





จินตนาการในภาพยนต์อาจดูเหลวไหล แต่ทว่ากลับเป็นไปได้ในทางทฤษฎี โลกในมิติอื่นนั้นอาจมีอยู่จริง และตัวตนของเราที่อยู่ภายในมิติอื่นๆ อาจมี 'หนึ่งวันเดียวกัน' ที่แตกต่างกันไป

แนวคิดเรื่องมิติเวลานี้ก่อให้เกิดฟิสิกส์สมัยใหม่ นั่นคือทฤษฎีสตริง (อ่านเพิ่มได้ที่บทความเดียวกัน)

ถึงทุกวันนี้ วิทยาศาสตร์ยังให้คำตอบไม่ได้ว่า 'มิติ' ที่ว่านั้น ซ่อนอยู่ที่ไหน หรือหากย้อนเวลากลับไป แล้วทำให้เกิดตัวตนของเราขึ้นใหม่หรือไม่

ความเป็นเราก็ยังคงชัดเจนเสมอ สมองของเราเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ ที่เราพบเข้าด้วยกัน คอยบอกเสมอมาว่าเราในอดีต ปัจจุบัน รวมถึงอนาคต มีความเชื่อมโยงกัน ผ่านกาลเวลาที่อาจจะไหลไปตามจินตนาการของคนส่วนใหญ่ ที่มักพูดว่า เวลาก็เป็นดังเช่นสายน้ำ

มิติอื่นๆ อาจเป็นเพียงภาพลวงเท่านั้น แม้ว่าตัวตนของเราในแต่ละมิติล้วนเป็นของจริง แต่ทว่า 'ตัวตน' ของเราในมิตินี้ การคิด การรู้สัมผัส ประสบการณ์ การตัดสินใจแม้กระทั่งฮอร์โมนร่างกาย ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นปัจเจกทั้งสิ้นแม้จะเทียบเคียงกับตัวเราในมิติอื่น


อาจพูดได้ว่า ไม่มีสิ่งใดมาเลียนแบบความเป็นเราได้ เราเป็นหนึ่งเดียวในจักรวาล
 
 
 
 
 
 
 
 
ถึงจะเชื่ออย่างนั้น แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแน่นอนในจักรวาลอยู่ดี