ว่ากันว่าคณิตศาสตร์ถือเป็นภาษาสากลทางจักรวาลที่คลอบคลุมศาสตร์ทุกแขนง

ที่บอกว่าคณิตศาสตร์เป็นภาษาสากลก็คือ ถ้าเราไปซื้อส้มที่ดาวอังคาร 70 บาท ให้แบงค์ร้อยไป แม่ค้าที่ดาวอังคารย่อมทอนเงินเรา 30 บาทเหมือนกับที่เราซื้อส้มบนโลก ความเที่ยงตรงนี้บอกความเป็นเอกภาพของตัวเลขได้ หนึ่งบวกหนึ่งย่อมเท่ากับสองทั้งจักรวาล เป็นกฏ ไม่เปลี่ยนแปลง

คณิตศาสตร์จึงเกิดมาก่อนทุกศาสตร์บนโลก แน่นอนว่าก่อนภาษา และอาจจะก่อนการสร้างตัวเลขด้วยซ้ำ
 
 
วิชาที่เกิดต่อมาจากคณิตศาสตร์คือฟิสิกส์ ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษากรีก หมายความว่า'เป็นธรรมชาติ' นั่นคือเป็นการศึกษาธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปอย่างธรรมชาติ

นี่คือเหตุผลที่ว่าวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังไม่ว่าจะเป็น เคมี หรือชีววิทยานั้น ล้วนมีฟิสิกส์เป็นแก่นของมันทั้งนั้น เพราะวิทยาศาสตร์ถ้าให้พูดจริงๆ ก็คือเป็นการศึกษาธรรมชาติอย่างเป็นระบบนั่นเอง

กล่าวโดยสรุปคือแกนของวิทยาศาสตร์ก็คือฟิสิกส์ และฟิสิกส์นั้นเกิดมาจากคณิตศาสตร์ ดังนั้นการจะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้ลึกซึ้ง จำเป็นต้องเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างถ่องแท้เสียก่อน

ซึ่งแกนหลักของคณิตศาสตร์นั้นไม่มีอะไรเลย นอกจากความเรียบง่าย ใครสักคนเคยบอกเอาไว้ว่า ถ้าคุณแก้สมการคณิตศาสตร์อะไรก็ตามซึ่งไม่ว่ามันจะซับซ้อนมากแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะเรียบง่ายเสมอจนน่าประหลาดใจ หากยิ่งแก้แล้วสมการยิ่งออกมายุ่งเหยิงแล้วล่ะก็ มันบ่งบอกว่าเรากำลังมาผิดทาง





ฟิสิกส์ในปัจจุบันแบ่งแยกเป็น 3 สาย สายแรกคือฟิสิกส์แบบคลาสสิค ของลุงนิวตัน (Sir Isaac Newton ;1643-1727)  คนที่นอนเล่น แล้วแอปเปิ้ลตกใส่หัวจนคิดทฤษฎีแรงโน้มถ่วงนั่นแหละครับ ซึ่งถือว่าลุงแกเนี่ยเป็นบิดาของฟิสิกส์สมัยใหม่

แม้เวลาจะผ่านมาเป็นสองร้อยกว่าปีแล้วแต่ทฤษฎีของแกยังคงใช้ได้เสมอมา การส่งดาวเทียมออกไปนอกโลก การส่งจรวดไปดาวอังคาร ล้วนเกิดจากฟิสิกส์ของนิวตันทั้งสิ้น

ก่อนหน้ายุคของลุงนิวตันแทบไม่มีใครอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุได้เลยสักคน วิทยาศาสตร์ในแบบที่เรารู้จักนั้นยังไม่เกิด ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือยังไม่ปฏิสนธิ หรือพ่อกับแม่อาจยังไม่มาเจอกันด้วยซ้ำ

พวกนักปรัชญากรีกหรือพวกเทวนิยม บอกว่าการเหตุที่วัตถุเคลื่อนที่นั้น เป็นเพราะมันกำลังแสดงความต้องการหรือมีอารมณ์แบบมนุษย์ คำสอนของอริสโตเติล (Aristotle;384-322 ปีก่อนคริสตศักราช) บอกไว้ว่า การที่วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่อยู่เกิดชะลอความเร็วลง นั่นเป็นเพราะมัน 'เหนื่อย' และการที่วัตถุตกลงสู่พื้นโลกนั้น เพราะมัน 'อยาก' กลับมารวมกับโลก

ดังนั้นการที่เราห้ามใบไม้ไม่ให้ร่วงไม่ได้ นั่นเป็นเพราะความต้องการของมัน เช่นเดียวกับลูกแอปเปิ้ลหล่นลงมาจากต้นเพราะมันอยากจะลงมา
 
 
ซึ่งลุงนิวตันไม่คิดอย่างนั้น เมื่อลุงแกเห็นผลแอปเปิ้ลร่วงลงมา จึงเกิดความสงสัย ทำไมแอปเปิ้ลถึงหล่นลงมาได้? แล้วดวงจันทร์ล่ะ หล่นด้วยหรือเปล่า? แรงที่ส่งผลต่อวัตถุบนท้องฟ้าเป็นแบบเดียวกับวัตถุบนพื้นดินหรือไม่? ซึ่งถือว่าเป็นคำถามที่แนวอย่างมากในยุคนั้น

สุดท้าย เราก็ได้กฏสุดคลาสสิคว่าด้วยการเคลื่อนที่ของนิวตัน 3 ข้อ บรรจุอยู่ในหนังสือเรียนฟิสิกส์ทั่วโลก โดยการเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ เกิดจากแรงที่ส่งผลต่อวัตถุนั้น

ด้วยกฏเหล่านี้ เราสามารถคำนวณแนวทางการเคลื่อนที่ของทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นใบไม้ร่วงหรือแอปเปิ้ลหล่น กระสุนปืน ก้อนเมฆ หิมะ ซึ่งกฏเหล่านี้ถือเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงของโลก เราสามารถสร้างตึกระฟ้าได้อย่างสบายๆ เพราะเรารู้ถึงแรงบีบอัดที่กระทำต่อเสาทุกเสา คานทุกคาน อิฐทุกก้อน

 
 
ฟิสิกส์สายที่สอง เกิดหลังจากยุคของนิวตันถึงสองร้อยปี คือฟิสิกส์สายไอน์สไตน์ (Albert Einstein;1879-1955) ไอน์สไตน์แสดงให้เห็นว่า สเปซหรือที่ว่างนั้นโค้งงอได้

ลองนึกถึงลูกแอปเปิ้ลวางบนฟูกที่นอน แล้วทำให้ฟูกที่นอนยุบตัวลงดูครับ
 
(http://www.ligo-wa.caltech.edu/LIGO_Public_Lectures/apple_spacetime.jpg)

 
 
ถ้าเราไหลลูกหินกลมไปตรงๆ ให้เฉียดฟูกที่ยุบตัวลง จะเห็นว่าทิศการเคลื่อนของลูกหินนั้นไม่เป็นเส้นตรง แต่กลับถูกดึงดูดจากฟูกที่โค้งงอนั้นให้เคลื่อนเบี่ยงเบนเข้าหาผลแอปเปิ้ล (ถ้ายังงงลองไปหาดูคลิปในยูทูปได้)

นั่นคือวัตถุที่มีน้ำหนักหรือมีมวลจะไปทำให้ที่ว่างและเวลาเกิดการโค้งงอได้เหมือนฟูกที่นอน โดยฟิสิกส์สายไอน์สไตน์นี้ใช้ได้ดีกับพื้นที่ขนาดใหญ่ๆ อย่างจักรวาล
 
 
นึกถึงดาวขนาดต่างๆ ทั่งจักรวาล จะทำให้เกิดการบิดโค้งของที่ว่าง-เวลาที่ไม่เท่ากัน นี่คือการบิดงอของอวกาศ

 
(http://media.web.britannica.com/eb-media/64/91964-004-30C6274D.gif)

 
 
โดยยิ่งถ้าวัตถุมีมวลมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เกิดการบิดงอเป็นหลุมลึกมากขึ้นเท่านั้น ดังรูป

 
(http://www.h2dj.com/uclaradionews/files/ata/spacetimewarp.gif)

จนแสงหนีมันไม่พ้น นี่คือหลุมดำ

 
 
ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์แสดงให้เห็นว่า ยิ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากเท่าไหร่ เวลาจะยิ่งช้าลงและวัตถุจะหดสั้นลง

นั่นคือมีความเป็นไปได้ที่จะนำช้างโตเต็มวัยมาขังเอาไว้ในกรงสุนัข โดยการทำให้ช้างเคลื่อนที่เร็วมากๆ มันจะหดสั้นลงจนเข้าไปในกรงสุนัขได้

หรือปริศนาคู่แฝด ที่บอกถึงเวลาที่เดินช้าลงว่า สมมุติว่าแฝดคนหนึ่งเดินทางไปกับจรวดความเร็วเกือบเท่าแสงเพื่อซื้อส้มตำที่ดาวนาเม็ก แฝดอีกคนอยู่บนโลกหุงข้าวเหนียวรอ สมมุติว่าเวลาบนโลกผ่านไป 40 ปี ฝาแฝดทั้งสองกลับมาพบกัน ปรากฏว่าอายุของแฝดที่อยู่บนจรวดกลับมีอายุน้อยกว่าแฝดที่อยู่บนโลกซะอย่างนั้น
 
(http://api.ning.com)

นั่นคือจรวดที่เคลื่อนที่เร็วมากๆ เวลาในจรวดจึงไหลไปช้ากว่าเวลาบนโลก

ฟิสิกส์ของไอน์สไตน์นับว่าพิลึกพิลั่นมากในความคิดของคนทั่วไป ในสมัยนั้นนิตยสาร Punch ได้ตีพิมพ์กลอนบทหนึ่งว่า

There once was a young lady named Bright
Who could travel much faster than light
She set out one day, in a relative way
And come back the previous night.
(ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหญิงสาวชื่อ Bright
ผู้สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า light
วันหนึ่งเธอออกเดินทาง ไปในทิศทางที่สัมพัทธ์
แล้วย้อนกลับมาในคืนก่อนหน้านั้น)


แต่ทว่าฟิสิกส์สายที่สามกลับพิลึกพิลั่นยิ่งกว่า นั่นคือฟิสิกส์ควอนตัม

ฟิสิกส์สายไอน์สไตน์นั้นแม้จะเกินสำนึกไปบ้างแต่ก็ยังพอมโนภาพตามได้ แต่ฟิสิกส์ควอนตัมนั้นไม่อยู่สามัญสำนึกปกติ เป็นความประหลาดประมาณว่าสมมุติถ้ามีคนเดินเข้ามาทักทายคุณ แต่คุณไม่ได้หันไปมองเค้าหรือไม่ได้ยินเสียงเค้า อาจบอกได้ว่าเค้าคนนั้นมีตัวตนหรือไม่มีก็ได้!

นีล บอห์ร (Niels Bohr;1885-1962) ผู้เป็นหัวหอกคนสำคัญที่คอยปกป้องควอนตัมฟิสิกส์จากการโจมตีของนักวิทยาศาสตร์สายดั้งเดิม (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอน์สไตน์) ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "ใครก็ตามที่ไม่รู้สึกประหลาดใจกับควอนตัมฟิสิกส์ แสดงว่าเค้าไม่ได้เข้าใจมัน"

ในขณะที่ฟิสิกส์สายไอน์สไตน์อธิบายในภาพที่กว้างมากๆ อย่างจักรวาล แต่ฟิสิกส์สายควอนตัมศึกษาโลกขนาดเล็กยิ่งกว่าอะตอม

สาเหตุที่ฟิสิกส์สายนี้มีความพิลึกพิลั่นกว่าฟิสิกส์สองสายข้างต้นนั้น เนื่องมาจากมันรวมเอาสิ่งที่เรียกว่า 'ความไม่แน่นอน' เข้าไว้ในทฤษฎี


ตามแนวคิดของลาพลาส (Pierre-Simon Laplace;1749-1827) โลกในสามัญสำนึกของเราสามารถทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปได้ของสิ่งที่เราสนใจทั้งอดีตจวบจนอนาคต ด้วยข้อมูลเพียงสองอย่างคือ ตำแหน่งและความเร็ว

หากเรารู้ตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคทุกๆ ตัวในจักรวาล ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะคำนวณแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือเปล่า บอกได้กระทั่งว่าจะมีฝนตกกี่เม็ด!

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณสมศรีเดินไปจ่ายตลาดจากบ้านตอน 4 โมงเย็น ความเร็ว 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่คุณสมเหียกแฟนคุณสมศรีเดินจากตลาดกลับมาบ้านตอน 4 โมงครึ่ง ความเร็ว 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อทราบทั้งตำแหน่งและความเร็วแล้ว เราจะสามารถทำนายได้ว่าคุณสมศรีและคุณสมเหียกจะต้องมาเจอกันหน้าร้านจิ้มจุ่มตอนเวลา 4 โมง 52 นาที

แต่ควอนตัมฟิสิกส์บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมาทำนายอนาคต เนื่องจากจักรวาลนี้มี 'ความไม่แน่นอน' อยู่ นั่นเป็นเพราะในอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมนั้น เราไม่สามารถรู้ตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคพร้อมๆ กันได้ และยิ่งรู้อย่างใดอย่างหนึ่งชัดเจนมากขึ้นเท่าไหร่ เรากลับรู้อีกอย่างน้อยลงเท่านั้น

จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายอนาคตตามแนวคิดของลาพลาส
 
 
จากตัวอย่างก็คือ เราบอกได้แค่ว่าคุณสมศรีและคุณสมเหียกอาจมีโอกาสเจอกันหรือไม่เจอกันก็ได้! เนื่องมาจากความไม่แน่นอน  
 
เช่นคุณสมศรีอาจพอดีเดินผ่านร้านเสริมสวยแล้วตัดสินใจไม่ไปตลาดแล้ว หรือคุณสมเหียกเดินผ่านร้านอาบอบนวด แล้วตัดสินใจไม่กลับบ้านแล้วก็เป็นได้ (ชีวิตจริงชัดๆ)

ซึ่งขัดกับฟิสิกส์สองสายแรกอย่างสิ้นเชิง ที่คนทั้งสองต้องมาเจอกันแหงมๆ

ไอน์สไตน์วิจารณ์ถึงหลักของ 'ความไม่แน่นอน' อย่างไม่เห็นด้วยว่า "พระเจ้าไม่ทรงทอดลูกเต๋า" แต่บอห์รก็โต้กลับว่า "เลิกบอกพระเจ้าได้แล้วว่าต้องทำอะไร"



ฟิสิกส์ควอนตัมบอกว่าความไม่แน่นอนนี้เกิดขึ้นจากการสังเกต นั่นคือไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่หากเราไม่ไปสังเกตมัน

นั่นคือก่อนหน้าที่จะทำการตรวจวัด เราจะมีตัวตนในฐานะผลรวมของคลื่นที่เป็นไปได้ทุกสิ่งในจักรวาล ดังนั้น เราจึงไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่าเราตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ เราเด็กหรือแก่ เราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย โลกนี้อาจไม่มีอยู่ด้วยซ้ำหากเราไม่สังเกตมัน

ทั้งนี้ฟิสิกส์สายนิวตันนั้นเชื่อว่าเราก็คือเราอยู่อย่างนี้ได้ แม้ไม่ไปสังเกตหรือตรวจวัด

แต่ควอนตัมฟิสิกส์ไม่ใช่ การสังเกตการณ์จะเป็นการกำหนดสภาวะของมัน นั่นคือหากเราสังเกต เราถึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร?

นี่ค่อนข้างเป็นปรัชญาไปเสียหน่อย ดังเช่นคำสอนของเซนที่ว่า 'สุขทุกข์ไม่มีตัวตน' นั่นคือมันมีตัวตนขึ้นมาได้ เพราะจิตของเราไป 'สังเกต' มัน

 
 


สัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้น ใช้อธิบายสเกลใหญ่ๆ ระดับจักรวาล ไม่สามารถอธิบายความเป็นไปของอนุภาคเล็กๆ ได้ ส่วนควอนตัมนั้นกลับกัน มันสามารถอธิบายเรื่องอนุภาคได้ แต่กล่าวถึงสเกลใหญ่เท่าเอกภพไม่ได้

การนำเอาสองทฤษฎีนี้มารวมกันจึงเป็นไปได้ยาก คล้ายๆ กับเดินเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วสั่งส้มตำปูปลาร้า ดูไม่เข้ากันอย่างแรง

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์นั้นเชื่อในความเรียบง่าย ความงามของคณิตศาสตร์นั้นเกิดจากความเรียบง่ายเสมอ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าต้องมีเพียงทฤษฎีเพียงทฤษฎีเดียวเท่านั้น ที่อธิบายกฏความเป็นไปทั้งมวลของจักรวาล แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ชื่อของมันกลับถูกตั้งกันแล้วว่า Theory of Everything (T.O.E.)


จนปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครคิดออกและกล้ายืนยันทฤษฎีนี้อย่างแน่ชัด ช่วงท้ายชีวิตของไอน์สไน์ เค้าก็พยายามค้นหาทฤษฎีนี้แต่ก็ล้มเหลว





แต่จากงานของคุณน้าคาลูซา (Theodor Kaluza;1885-1954) ทำให้โลกหันมาใช้มิติในการคำนวณตัวแปรต่างๆ มากขึ้น นอกจากสี่มิติ (3 มิติที่เรารู้จัก และอีกมิติของเวลา) พบว่าที่มิติอื่นๆ เหนือกว่านั้น ทฤษฎีต่างๆ อาจสามารถนำมารวมกันได้!

นี่คือต้นกับเนิดของฟิสิกส์สายที่สี่ ทฤษฎีสตริง

ทฤษฎีสตริงบอกว่าจักรวาลประกอบจากเส้นสาย(String)ที่สั่นเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกันไม่มีสิ้นสุด ในหลายมิติหลายระนาบ

มิตินำไปสู่แนวคิดที่ว่า จักรวาลของเราอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายจักรวาล แต่ละจักรวาลอาจมีกฏฟิสิกส์แตกต่างกันออกไป ทฤษฎีที่ไม่น่าเป็นไปได้ในจักรวาลหนึ่ง อาจเป็นไปได้ในจักรวาลหนึ่ง

กล่าวกันว่ามิติอื่นๆ นั้นอยู่ในไฮเปอร์สเปซ ซึ่งก็คือจักรวาลที่เหนือจักรวาลสี่มิติของเรา นี่คือแนวคิดจักรวาลคู่ขนาน อาจมีตัวเราคนอื่นๆ ในจักรวาลอื่นอยู่ โดเรมอนที่จักรวาลนั้นอาจไปอยู่กับไจแอนท์แทนโนบิตะก็ได้ ใครจะรู้

ปัญหาก็คือมิติอื่นๆ ที่ว่า อยู่ที่ไหน?


 
 


ความจริงความคิดเรื่องมิติอื่นหรือไฮเปอร์สเปซเกิดขึ้นก่อนทฤษฎีสตริงมานานแล้วในรูปของนิยายวิทยาศาสตร์

ยกตัวอย่างเรื่องสั้นเรื่อง 'And He Built a Crooked House' ของลุงไฮน์ไลน์ (Robert A. Heinlein ;1907-1988)

เรื่องมีอยู่ว่า สถาปนิคคนหนึ่งชื่อควินตัน ทีล แกเป็นคนแนวมาก ชอบออกแบบบ้านแบบแผลงๆ วันหนึ่งแกได้ที่ดินเล็กๆ มาผืนหนึ่ง แกก็คิดว่า เอ..ตูจะเอายังไงดีว้า ถึงจะสร้างบ้านที่กว้างๆ ได้บนที่ดินน้อยๆ ขนาดนี้

แล้วความคิดสุดบรรเจิดก็เกิดครับ แกคิดว่าแกจะสร้างบ้านแบบ Tesseract หรือบ้านสี่มิติ

รูปข้างล่างนี่คือโครงสร้างแบบ Tesseract ครับ คือลูกบาศก์ที่มีสี่มิติ (สี่มิติในที่นี้ไม่ใช่มิติของเวลานะครับ)
ทั้งสองรูปนี่คืออันเดียวกัน เขียนพลิกไปมากลับกันได้

 
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/90/A_tesseract_with_its_net.jpg)

นอกจากสองรูปข้างบนนี้แล้ว ก็มีอีกหลายรูปจัดวางในหลายระนาบภายใน 4 มิติ ซึ่งว่ากันจริงๆ แล้วมันก็คืออันเดียวกันที่เปลี่ยนแปลงไปได้หลายแบบ

ข้อดีของบ้านแบบนี้คือ ใช้พื้นที่แค่นิดเดียว แต่ได้ห้องมากกว่าบ้านสามมิติทั่วไป แถมพื้นที่ใช้สอยก็มากกว่า เนื่องจากห้องอื่นๆ นั้นซ่อนอยู่ในมิติอื่นหรือจักรวาลอื่น

คนภายนอกจะมองเห็นเป็นแค่บ้านหลังเล็กๆ มีแค่ห้องเดียว แต่ภายในนั้นมีห้องอยู่เป็นสิบๆ ห้อง มีหน้าต่างมองเห็นวิวภายนอกชัดเจน มีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น คือมีทุกอย่างกว้างขวางเหมือนในกระเป๋าโดเรมอน

ควินตันภูมิใจมากครับ แกเลยชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้าน แต่ว่าก่อนวันนัดเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ทำให้บ้านของแกกลายเป็นบ้านสี่มิติไปจริงๆ

พอควินตันกับเพื่อนๆ เข้าไปในบ้าน เค้าตกใจมากครับ ห้องในบ้านหายไปเจ็ดห้อง บันไดขึ้นชั้นบนวนกลับมาชั้นล่าง เดินอยู่ในห้องโถงมองตรงไปเห็นหลังตัวเอง หน้าต่างหน้าบ้านมองเห็นวิวเหมือนมองจากตึกระฟ้า หน้าต่างหลังบ้านมองเห็นวิวจากชายทะเล ห้องทุกห้องกลายเป็นทางวงกต และที่สำคัญคือไม่มีทางออกจากบ้าน!

หลังเดินหลงทางอยู่ในบ้านนานพอสมควร ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีกรอบ ทำให้พวกเค้าพบช่องทางออกออกมา และพบว่าตัวเองอยู่ในป่า ห่างจากที่ตั้งของบ้านหลังนั้นเป็นสิบๆ ไมล์!

หลังควินตันกลับไปดูบ้านอีกครั้ง พบว่าบ้านหลังนั้นได้หายไปแล้ว หายไปจากมิติของเค้าไปยังมิติอื่นแทน


โครงสร้างนี้เป็นไปได้ในทางฟิสิกส์ รวมทั้งโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า อย่างลูกบาศก์ 8 มิติ (Octeract) ก็มีความเป็นไปได้

ดังนั้นมิติอื่นๆ หรือโลกคู่ขนานอาจจะมีจริง!


นี่คือรูปของลูกบาศก์ 8 มิติครับ จะเห็นว่าซับซ้อนขี้แตกกันเลยที่เดียว

 
(http://c3.ac-images.myspacecdn.com/images01/3/l_c1cc20f71a476e43df2c1c158d553a82.png)


 
 


เราอาจจะเห็นได้ว่า แม้วิทยาศาสตร์จะซับซ้อนมากขึ้นเพียงใด แต่ความงามของมันยังคงมีอยู่
ไม่เช่นนั้นการสร้างมิติจากรูปทรงที่เรียบง่ายที่สุดคงเป็นไปไม่ได้

หากมองกันอย่างจริงๆ จังๆ และตั้งใจแล้ว วิทยาศาสตร์ อยู่ในทุกที่รอบตัวเรา เพียงแต่ว่าเราสนใจ และรู้จัก 'สังเกต' ตัวตนของมันหรือไม่


น่าคิดที่ว่าหากโลกปราศจากวิทยาศาสตร์ โลกจะเป็นอย่างไร จักรวาลจะเป็นอย่างไร
ถ้าเป็นแบบนั้น เราคงไม่รู้จักโลกไม่รู้จักจักรวาล อาจไม่รู้จักว่าเราเป็นใคร และมีศักยภาพมากเพียงใด

เราอาจไม่สะดวกสบายเท่าตอนนี้ แต่อาจมีความสุขกว่า


น่าขำที่ทางวิทยาศาสตร์บอกว่าโลกแบบนั้นอาจมีอยู่จริง แต่มันคงอยู่ในมิติอื่นๆ



ลองถามตัวเองดูสักนิด ว่าถ้าวันหนึ่งหากเราสามารถเลือกไปเป็น 'ตัวเรา' ในมิติอื่นได้แล้ว เราอยากเป็น 'ตัวเรา' ที่อยู่ในโลกแบบไหน

หากเรากลายเป็นตัวเราในโลกอื่นแล้ว - เรา จะยังเป็น เรา อยู่หรือ? หรือเราเลือกที่จะไม่เลือก และพยายามสร้างโลกมิติที่น่าอยู่ ขึ้นมาในโลกใบเดิมแทน
 
เพราะอย่างน้อยท้องฟ้า ทะเล ภูเขา และคนที่เรารัก ก็ยังคงสวยงดงามเสมอเมื่ออยู่ในโลกใบนี้ มิติของเรา
 
 
 
 

.

Comment

Comment:

Tweet

น่าสนใจดีครับ
กำลังศึกษาเรื่อง มิติ ที่ 4 อยู่ ><"

#3 By Asper 1 (103.7.57.18|1.4.249.222) on 2012-11-02 18:19

อ่านบทเกริ่นนำ เริ่มหยุดอ่านไม่ได้สุดท้ายก็อ่านจนจบ สนุกดีค่ะ ในห้องเรียนของมหาวิทยาลัย น่าจะให้เรียนอะไรแบบนี้นะคะ จะสนุกมากเลย นี่เล่นให้เรียนแต่ในหนังสือ น่าเบื่อมากค่ะ เขียนมาอีกนะคะsurprised smile Hot! Hot! Hot!

#2 By คานะคุง.. on 2011-09-25 12:22

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกนึงเลยค่ะ

ไม่ค่อยเข้าใจsad smile

เข้าใจแค่ว่า โลกจะสวยอยู่ที่มุมมองของเราbig smile

#1 By Kay on 2011-03-17 19:24