http://www.buzzle.com/img/articleImages/418248-55214-20.jpg 
(http://www.buzzle.com/img/articleImages/418248-55214-20.jpg)
 
นักจิตวิทยาหลายคนมักจะบอกว่าเดิมทีมนุษย์นั้นเกิดมาเป็นคนดีบริสุทธิ์ครับ แต่สิ่งแวดล้อมต่างหากที่เป็นตัวผลักดันให้พวกเค้าก่อความรุนแรงขึ้น แต่ก็มีนักจิตวิทยาอีกหลายคนเหมือนกัน ที่ชอบพูดว่ามนุษย์นั้นเป็นพวกที่ชอบความรุนแรงโดยกำเนิด ความรุนแรงนั้นคือสันดานของเรา

แล้วทำไมมนุษย์และ สัตว์ต้องมีความรุนแรง?

ผู้ใหญ่นักวิชาการ สมัยนี้ชอบพูดให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ ว่า เด็กสมัยนี้มันก้าวร้าวเนอะ ไม่รู้จักสัมมาคารวะ ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ไม่อยู่บ้าน ออกไปแว้น ออกไปเข้าบาร์ เมากลับมานอนอ้วกแล้วหลับไปในห้องน้ำ เสียตัวตั้งแต่สาว สู้สมัยก่อนก็ไม่ได้นะช่วยพ่อแม่ทำงาน ตอนเช้าตื่นมาใส่บาตร คีบแตะไปโรงเรียน กลับมาบ้านเปลี่ยนชุดช่วยแม่เลี้ยงน้อง โอ้ว น้ำตาจะไหล สมัยก่อนนี่มันช่างดีจริงๆ นาเหวย

โดยส่วนตัวผมไม่ได้อคติกับใครทั้งนั้น ทั้งเด็กแล้วผู้ใหญ่ หรือวัยกลางคน เนื่องจากผมยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างสองวัยนี้อยู่ (ล่ะมั้งนะ) การที่เด็กปล้นรถแท๊กซี่ แล้วผู้ใหญ่โทษเกมส์ GTA นี่ ผมก็ไม่คิดอะไรเพราะตูก็เล่น หรือการที่ผู้ใหญ่ด่าเด็กแว้นป่วนเมือง ตูก็เคยด่าตูก็เคยแช่งมันเหมือนกัน

ความรุนแรงหรือความ ก้าวร้าวในมนุษย์หรือในสัตว์นั้นนับเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนนะครับ มันหมายถึงการล่าเหยื่อ หรือป้องกันตัวเพื่อไม่ให้ตัวเองโดยล่า มันหมายถึงการแข่งขันแย่งชิงหรือการถูกแย่งชิง มันหมายถึงความเป็นใหญ่หรือการถูกดูแคลน ในมนุษย์ผมไม่ทราบ แต่ในสัตว์นั้นความก้าวร้าวจัดเป็นพฤติกรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะเอา ตัวรอดในธรรมชาติ

เชื่อกันว่าระบบประสาทส่วนกลางเป็นตัวที่ควบคุมพฤติกรรมความก้าวร้าวครับ โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า limbic system เนี่ย จัดว่าเป็นตัวหลักในการควบคุม นอกจากนี้ส่วนอื่นๆ ในสมองก็รับผิดชอบความก้าวร้าวแต่ละแบบต่างกันไป เคยมีการทดลองกระตุ้นส่วน lateral hypothalamus โดยใช้ไฟฟ้า พบว่าสัตว์ทดสอบที่ถูกวางยาซึมอยู่นั้นตอบสนองโดยการลุกขึ้นโจมตีและพุ่ง เข้าไปกัดผู้ทดสอบทันที (นี่ถ้าทดสอบในหมีแพนด้านี่ ไม่รู้ว่าคนเค้าจะเลือกคนทดสอบหรือให้หมีรอดกันนะ)
 
http://symptomresearch.nih.gov/chapter_23/images/fig81v2.gif
(http://symptomresearch.nih.gov/chapter_23/images/fig81v2.gif)
โครงสร้างที่เรียกว่า limbic system นั้น ประกอบด้วยสมองหลายส่วนด้วยกัน
 

นอกจากนี้เรื่องของฮอร์โมนในตัวเรานี่ก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศผู้หรือ testosterone เนี่ย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นต้นเหตุแห่งความก้าวร้าวเลยครับ มีการทดลองให้ testosterone ในไก่อันดับท้ายของ ฝูง พบว่าพอให้ไปแล้วไก่ดันปุ๊บปั๊บเกิดความฮึกเหิม (arousal) ขึ้นทันตาเลยนาเหวย อารมณ์ประมาณจากตือโป๊ยก่ายกลายเป็นซุนหงอคง ก้าวร้าวจิกตีกะเค้าไปทั่ว อันดับในฝูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
หรือการทดลองวัดระดับ testosterone ในลิง - นักวิทยาศาสตร์ทำการวัด ระดับของ testosterone นกระแสเลือดตอนปกติกับวัดตอนที่มันตีกับเค้าแพ้ พบว่าระดับ testosterone ในเลือดตอนที่มันตีกับตัวอื่นแล้วแพ้เนี่ย ลดลงอย่างมากมายเมื่อเทียบกับระดับปกติ


ผมเคยดูละครหลังข่าว เรื่องอะไรไม่ทราบครับ รู้สึกว่าพ่อนางเอกเป็นผู้ร้ายมาก่อน แล้วแม่พระเอกเนี่ยเกิดความฝังใจ ก็เลยชอบจีบปากจีบคอด่าว่านางเอกเป็นประจำ อารมณ์ประมาณว่า "พ่อมันเลว ลูกมันก็ต้องเลวด้วย" นางเอกก็ก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมไปอย่างรันทดชีวิต ส่วนพระเอกก็ได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ ส่ายหัวเล็กน้อย ทำหน้าครุ่นคิด ซึ่งแม่งโคตรขัดใจคนดูเลยครับ ที่นางเอกมีคนมาด่าพ่อแล้วก็ยังยอมเค้า พระเอกก็อีกคน มึงจะตอไม้ไปไหนครับ ไม่รู้จักห้ามปรามแม่ หรือเข้าไปช่วยนางเอกเค้าบ้างเล้ย แล้วมึงจะส่ายหัวทำเนยถั่วเหรอฟร่ะ แม่แกกับนางเอกเค้าจะเห็นกับแกม๊ายยยย

แต่ก็อาจจริงอย่าง ที่แม่พระเอกเค้าพูดนะครับ ที่ว่าความก้าวร้าวสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ ดังนั้นคงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าความก้าวร้าวมันอยู่ในยีนเรา นักวิทยาศาสตร์เคยทดลองเอาหนูมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยคัดเลือกจากนิสัย คือกลุ่มก้าวร้าว กับกลุ่มเชื่อง (อืมม..ตั้งชื่อกลุ่มเข้าใจง่ายยังกะเด็กอนุบาล) แล้วก็จัดการผสมพันธุ์กันไปเรื่อยๆ ภายในกลุ่ม พบว่าภายในไม่กี่ generation เราจะได้หนูมาสองสายพันธุ์ คือสายพันธุ์ที่ก้าวร้าว และสายพันธุ์ที่เชื่อง ที่นิสัยต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และหากเราเอาสองสายพันธุ์นี้มาผสมกัน ความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นจะลดระดับความรุนแรงลง



เคยได้ยินมั้ยครับใน สมัยสงครามโลก ที่ว่าฝ่ายนาซีเคยมีโรงเรียนเอาไว้สำหรับฝึกเด็กเพื่อให้กลายเป็นนักฆ่าโดยเฉพาะ หลักสูตรแต่ละอย่างมีความรุนแรงอย่างมาก เด็กพวกนี้โตขี้นมาจะมีอารมณ์รุนแรงและกระหายเลือด และสามารถแฝงตัวไปได้ทุกที่ ปะปนเข้าไปในฝูงชน เป็นสปายสอดแนมหาข่าว เชื่อกันว่าโรงเรียนนี้สอนกระทั่งการยิ้มเพื่อให้ดูเป็นมิตรครับ ถ้าไม่สอนเด็กมันคงยิ้มไม่เป็น ใครมันจะยิ้มออกล่ะถ้าให้ฆ่าเพื่อนที่นอนด้วยกันกินด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตลอด

นั่นคือสิ่งแวดล้อม หรือการเรียนรู้หล่อหลอมให้สัตว์เกิดความก้าวร้าวได้ครับ แม้ว่าปัจจัยภายในทั้งสมอง ฮอร์โมน หรือพันธุกรรมมันจะก้าวร้าว แต่การเรียนรู้ก็มีผลอย่างมากในการที่สัตว์จะเลือกแสดงพฤติกรรมส่วนนั้นออก มาหรือไม่

ที่เห็นได้ชัดคือสุนัขพันธุ์โดเบอร์แมนครับ ตามธรรมชาติและสันดานแล้วมันเป็นพันธุ์ที่ก้าวร้าวมากนะครับ กัดเด็กมานักต่อนัก บางทีเจ้าของมันยังกัด แต่หากเราเลี้ยงมันดีๆ ปล่อยให้เจอคนอื่นหรือสัตว์อื่นบ้างให้มันรู้จักคุ้นชิน เราอาจจะไม่พบว่ามันแสดงความก้าวร้าวออกมาเลยก็ได้ หรืออย่างพันธุ์ดัลเมเชี่ยนที่ว่าเชื่องนักเชื่องหนา หากเลี้ยงมันไม่ดี ทุบตีมันปล่อยให้มันเครียด หรือขังมันไว้แต่ในบ้าน พวกนี้ถ้าเจอคนแปลกหน้าก็กัดได้เหมือนกัน
http://www.puppyparadise.com/Breeds/Doberman.jpghttp://images.dogtime.com/images/breeds/large/dalmatian.jpg?1292312079
(http://www.puppyparadise.com/Breeds/Doberman.jpg)
(http://images.dogtime.com/images/breeds/large/dalmatian.jpg?1292312079)

ความก้าวร้าวที่มาจากการชนะหรือการแพ้เนี่ยเป็นอีกอย่างที่เราสามารถเห็นได้ในปัจจุบันครับ ไม่เชื่อลองไปอ่านโดเรมอนดู เราสามารถฝึกให้สัตว์ให้เป็นผู้ชนะหรือเป็นผู้แพ้ได้ โดยการเอาหนูไมซ์มาตัวหนึ่ง สมมุติชื่อหนูปิกาจูละกัน โดยแยกมันออกมาจากฝูง ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เอาหนูตัวอ่อนแอๆ ประมาณหนูโนบิตะมาให้หนูปิกาจูสู้เสมอๆ ปิกาจูก็ชนะโนบิตะได้ง่ายๆ คราวนี้ถ้าเราทำซ้ำหลายๆ ครั้ง โดยเอาหนูโนบิตะหลายๆ ตัวเวียนกันมาแพ้หนูปิกาจูเรื่อยๆ ปิกาจูจะเรียนรู้การเป็นผู้ชนะครับ ในสัปดาห์ท้ายๆ ปิกาจูจะวิ่งรี่เข้าไปกระโดดถีบยอดอกโนบิตะในทันที โดยไม่ต้องมีการยุให้ตีกันแต่อย่างใด

การฝึกให้เป็นหนูที่แพ้ก็คล้ายๆ กันครับ แต่เป็นในทางตรงกันข้าม ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ตลอดกาลเนี่ย น่ากลัวนะครับ เพราะมันคือการจำฝังใจ การที่เป็นผู้ชนะแล้วแสดงความก้าวร้าวต่อผู้แพ้ออกมา หรือการที่เป็นผู้แพ้แล้วแสดงความก้าวร้าวเนื่องจากความหวาดกลัวต่อสัตว์อื่นเนี่ย ไม่ใช่เรื่องสนุกแบบในโดเรมอนนะครับ ที่โนบิตะยังไปขอร้องในโดเรมอนให้ช่วยได้ ความเป็นจริงในธรรมชาตินั้นมันโหดร้ายกว่านั้น

ในการทดลองความกดดัน ทางอารมณ์ (frustration) ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวนั้น มีการนำเด็กมาสองกลุ่มครับ แล้วก็มีห้องอยู่สองห้อง ห้องแรกมีของเล่นอยู่เต็มไปหมด มีกันพลา ดราก้อนบอล การ์ตูน วิดีโอเกมส์ อะไรต่างๆ นานา แล้วมีเด็กหัวเกรียนนั่งเล่นอยู่ด้วย ส่วนอีกห้องเป็นห้องเปล่าๆ แต่มีกระจกไว้สามารถมองเห็นห้องแรกได้

นักวิทยาศาสตร์ก็พาเด็กทั้งสองกลุ่มเข้าไปห้องเปล่าๆ ก่อนครับ เพื่อดูอีกห้องหนึ่ง ดูเด็กเกรียนเล่นกันร่าเริง สนุกสนาน แล้วก็อนุญาตให้เด็กกลุ่มหนึ่งที่มองอยู่เข้าไปร่วมวงเล่นอีกห้องได้ทันที เหลือเด็กอีกกลุ่มก็ได้แต่มองตาละห้อยอยู่ที่ห้องเดิม ดูเค้าเล่นกันมีความสุข ไม่ได้เล่นกับชาวบ้าน มันทำให้เด็กเกิดความกดดันทางอารมณ์ขึ้นครับ คือไม่ได้รับของเล่นแม้ว่าจะอยากเล่นแค่ไหนก็ตาม แต่อีตัวที่อยู่อีกฟากหัวเราะเอิ๊กอ๊ากน่าหมั่นไส้

หลังจากต้อนเด็กที่เล่นกันสนุกสนานกลับบ้านหมดแล้ว ก็ปล่อยเด็กกลุ่มที่ได้แต่ยืนมองเข้าไปในห้อง แทนที่จะพบว่าเด็กกลุ่มนี้เข้าไปเล่นของเล่นอย่างสนุกสนาน เด็กกลับมีพฤติกรรมทำลายของเล่นซะอย่างงั้น และมีการต่อสู้แย่งชิงของเล่นอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดมาจากได้รับความกดดันทางอารมณ์

ดังนั้นความกดดันทางอารมณ์เนี่ย เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าวรุนแรงได้เป็นอย่างดีเลยนะครับ



ในสัตว์ที่อยู่กันเป็นสังคมนั้น การจัดลำดับทางสังคมเป็นเรื่องปกติครับ เนื่องจากการอยู่ร่วมกันนั้นมักทำให้เกิดการแข่งขันตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ที่อยู่ หรือคู่ผสมพันธุ์ แม้กระทั่งลูกสัตว์อายุน้อยๆ ครอกเดียวกันออกมาเนี่ย ก็มีการจัดกลุ่มกันเองแล้วนะครับ โดยตัวที่เหนือกว่าจะมีโอกาสเลือกเต้านมที่มีนมมากกว่าก่อน ที่รองลงมาก็ลดหลั่นกันไป อาจกล่าวได้ว่าความก้าวร้าวที่เกิดจากอันดับที่แตกต่างในฝูงเนี่ยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสัตว์
 
http://www.nathantaylor.net.au/wp-content/uploads/2010/10/rehsus-monkey.jpg
(http://www.nathantaylor.net.au/wp-content/uploads/2010/10/rehsus-monkey.jpg)
ลิงตัวเมียและลูก ซึ่งลำดับของลูกของมันจะอยู่ต่ำกว่ามันหนึ่งอันดับ
 
ในลิงตัวเมียถ้าคลอดลูกออกมา ลูกตัวผู้จะมีอันดับต่อจากแม่ครับแล้วต่อด้วยลูกตัวเมีย โดยถ้าลูกลิงเกิดจากแม่ที่มีลำดับต่ำ ลูกที่ออกมาก็จะมีลำดับที่ต่ำในฝูงไปด้วย โดยการสืบทอดลำดับของลิงตัวเมียเนี่ยค่อนข้างจะคงที่ครับ เนื่องจากมันไม่ค่อยย้ายฝูงหรือเปลี่ยนกลุ่ม ไม่เหมือนการจัดลำดับของลิงตัวผู้ที่ค่อนข้างซับซ้อน

ที่บอกว่าซับซ้อนก็คือว่าพอลูกลิงตัวผู้เข้าสู่วัยรุ่นเนี่ยก็มักเดินตามทางชีวิตตัวเองครับ อยากแยกตัวไปอยู่ฝูงใหม่โดยอันดับของแม่ไม่มีผลอีกต่อไป ลำดับของลิงตัวผู้ในฝูงนั้นมาจะจากความอาวุโสเป็นหลักครับ ตัวที่อยู่ในฝูงนานที่สุดก็จะได้อันดับสูงสุดของฝูง โดยไม่เกี่ยวข้องกับขนาดตัว หรือประสบการณ์เลยซักกะแอะ

ลักษณะเช่นนี้เป็นเช่นเดียวกับในม้าครับ ที่เห็นชัดก็คือม้านั้นมีพฤติกรรมการขี้ถมกันที่เดียว โดยตัวที่มีประสบการณ์สูงสุดจะเป็นตัวที่ขี้ปิดท้ายยอดกองขี้เสมอ นี่ถ้าในฝูงมีม้าร้อยกว่าตัว ตัวที่อันดับสูงสุดนี่คงต้องอั้นขี้กันจนท้องผูกแหงๆ กว่าจะได้ปล่อย

แต่ในวัวนั้น ขนาดตัว และการต่อสู้เป็นเรื่องสำคัญในการจะเป็นจ่าฝูงครับ แต่ในขณะเดียวกันจ่าฝูงในวัวนั้นก็ไม่เชิงเป็นผู้นำซะทีเดียว โดยส่วนใหญ่ตัวที่เป็นผู้นำ เช่นนำในการเล็มหญ้านั้น มักจะเป็นวัวที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีที่สุดในกลุ่มแทน นั่นคือนิสัยชอบทำความสะอาดขน ให้เพื่อนๆ มีอะไรก็แบ่งประมาณนี้เป็นต้น

ลิงตัวที่เป็นจ่าฝูง เนี่ยดูง่ายๆ ครับ คือมันกร่าง เดินตีหน้าหยิ่งๆ ประมาณเบจิต้า ท่าทางการเดินมั่นคง หลังตรงแหน่ว บทบาทหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของจ่าฝูงก็คือ การไกล่เกลี่ยคอยยุติการต่อสู้ระหว่างสมาชิกในฝูง หรือคอยกันลิงฝูงอื่น เป็นจ่าฝูงเนี่ยดีนะครับปัจจัยการดำรงชีวิตทุกอย่างจะมาถึงเราก่อนเสมอ อาหาร ที่อยู่ คู่ (หรือเงินภาษีในลิงบางประเภท)

ส่วนลิงที่อันดับรั้งท้ายของฝูงจะมีข้อดีคือ ไม่ต้องลงแรงอะไรเลยครับ ไม่ต้องสู้ ไม่ต้องแย่งชิง เพราะมีลำดับการได้อยู่แล้วคือได้ท้ายสุดของฝูง (ตูจะดีใจแทนดีมั้ยเนี่ย) แต่ว่าข้อเสียของการอยู่อันดับสุดท้ายก็คือสู้กับใครก็ไม่ชนะ เป็นที่เพ่งเล็ง ความเครียดสูงในการดำรงชีวิต มักป่วยเป็นโรคและตายอยู่บ่อยๆ

ในทางสัตวแพทย์นั้น โรคที่พบบ่อย ในวัวที่ลำดับท้ายของฝูงก็คือ โรคกีบอักเสบครับ เนื่องจากมันต้องยืนเยอะกว่าตัวอื่นๆ ในฝูง เพื่อคอยระวังอันตรายจากวัวตัวอื่นที่เข้าโจมตีมัน ทำให้ร่างกายมันมีการหลั่ง cortisol สูงเนื่องจากความเครียด ซึ่ง cortisol เนี่ยเป็นสารกดภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งครับ พอหลั่งออกมามากๆ มันก็ไม่ทนทานต่อโรคทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย แถมยังไม่ค่อยได้พักผ่อนอีกต่างหาก (เพราะต้องคอยระวังตัว) กีบมันก็เลยสึกและอักเสบง่ายกว่าวัวตัวอื่นๆ
 
http://www.thaicattle.org/images/kp10.jpg
(http://www.thaicattle.org/images/kp10.jpg)
รอยโรคของการเกิดกีบอักเสบ

จะเห็นว่าความก้าวร้าวในสัตว์นั้นเป็นได้จากทั้งสัญชาตญาณของตัวสัตว์เอง หรือจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยความก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมที่มีการพัฒนามาร่วมกับสิ่งมีชีวิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น มันก็มีการขยายอาณาเขตแย่งอาหารและแพร่ พันธุ์เบียดเบียนสายพันธุ์อื่น หรือสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่มหึมา อย่างวาฬสีน้ำเงินที่มีการแย่งคู่ครองกัน  อาจกล่าวได้ว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่นเดียวกับพฤติกรรมทางเพศและการหาอาหาร


การที่พ่อแม่ดุลูกตีลูกนั้น เป็นพฤติกรรมสะท้อนความรุนแรงหรือความก้าวร้าวอย่างหนึ่งใช่หรือไม่





คำตอบก็คือใช่

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าความรุนแรงนั้นเป็นพฤติกรรมที่ซับซ้อน สามารถกำเนิดได้มาจากหลายสาเหตุ แล้วความรักก็เป็นหนึ่งในนั้น การลงโทษลูกด้วยความรักนั้น มิได้เกิดเช่นเดียวกับความรุนแรงประเภทอื่น มิได้เกิดจากการต้องการแย่งชิง หรือมิได้เกิดจากความเก็บกดทางอารมณ์ หากแต่เกิดจากความต้องการให้ลูกเป็นคนดีของสังคม

ความรุนแรงสามารถยับยั้งด้วยความรุนแรง ความรุนแรงที่ยับยั้งในที่นี้คือความรุนแรงที่เกิดจากความรัก

การก่อร้างความรุนแรงในสังคมมนุษย์ ทั้งปล้น จี้ ฆ่า ฟัน หรือกระทั่งการเป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องมาจากปัจจัยภายในร่างกายของเรา ไม่ใช่สมอง ไม่ใช่ฮอร์โมน และไม่ได้เกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก ไม่ใช่การเรียนรู้ ไม่ใช่ความเจ็บปวด ไม่ใช่ความเหงา หากแต่เกิดจากการที่เค้าเลือกที่จะแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นออกมาหรือไม่

การระงับความรุนแรง ในสังคมนั้นไม่ใช่มาจากการออกกฏหมายที่เข้มงวด หรือมีบทลงโทษที่เด็ดขาดรุนแรง เพราะนั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่การเรียนรู้ต่างหากที่เป็นตัวแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เป็นการเรียนรู้ที่จะมองในมุมของคนอื่น ไม่ใช่มองเพียงแค่ตัวเรา อย่างน้อยจักรวาลก็กว้างพอให้ทุกคนยืนอยู่ร่วมกัน
 
 
_________________________________________________________________
 

เค้าว่ากันว่า เขียนบล็อคตอนปีใหม่จะโชคดีครับ แม้เนื้อความจะไม่เกี่ยวกะเทศกาลก็เหอะ....

ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔ ครับ ปีนี้ผมจะเป็นคนดีครับ ขอให้ทุกคนเป็นคนดีอย่างขยันขันแข็งด้วยนะครับ!
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

มารับความรู้เปิดปีค่ะ

ขอบคุณค่ะ อ่านแล้วนึกไปถึง series เรื่องโปรด เรื่อง Criminal Mind ที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์อยู่หลายส่วนเลย

และประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่โตมามีผลต่อพฤติกรรมเนี่ย ทำให้คิดว่าการทำร้ายกันในครอบครัวเนี่ยมันฝังอยู่ในกรรมพันธุ์หรือเปล่า

#1 By tapum on 2011-01-02 01:11