ชีวิตนี่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่โคตรจะมหัศจรรย์มากเลยนะครับ
 
ถ้าพ่อแม่ของเรา ไม่ทำสิ่งนั้นในตอนนั้น ที่เสี้ยวเวลานั้น เราคงไม่เกิดมา  เหมือนกับปู่กับย่า ตากับยาย และบรรพบุรุษทั้งมวลของเรา  มีการผสมผสาน กลมกลืน อย่างเหมาะเจาะ ณ จุดเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น จึงทำให้เกิดความเป็นเรา
 
ความเป็นเราที่เป็นปัจเจก ที่เห็นอย่างเด่นชัดคือสิ่งที่อยู่ภายในโครโมโซมที่เรารับมาจากพ่อและแม่1  สิ่งนี้ทำให้เกิดความเป็นตัวเรา เกิดเป็นชีวิตขึ้นมา  ถ้าต่างไปจากนั้นเพียงเล็กน้อย เราคงไม่ได้มีโอกาสเกิดมาดูดราก้อนบอล ได้ดูหยำฉาที่ทำท่าว่าจะเก่งตอนแรก กลายมาเป็นแค่คนที่นั่งวิจารณ์อยู่ข้างสนามซะงั้นนะเหวย
 
ถ้าลองย้อนถอยหลังกลับไปรุ่นก่อนประมาณสมัยรัชกาลที่ 4 - รัชกาลที่ 5 หรือสักประมาณ 8 ชั่วอายุคน  จะมีคนมากกว่า 250 คนที่มีสัมพันธ์กันในช่วงเวลาที่สุด จนสืบทอดยีนและกลายมาเป็นตัวเราได้ 
 
หรือลองย้อนกลับไปอีกช่วงสมัยกลางๆ ของกรุงศรีอยุธยา เราก็จะมีบรรพบุรุษ (ที่ไม่รวมญาติๆ แต่เป็นพ่อแม่ของพ่อแม่ของพ่อแม่ของพ่อแม่ที่นำมาสู่พ่อแม่เราและตัวเรา) ไม่น้อยกว่า 16,384 คนที่มีการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกัน
 
ถ้าจะย้อนต่อไปอีก 20 ชั่วอายุคน  บรรพบุรุษที่ให้กำเนิดลูกหลานออกมาเป็นบรรพบุรุษเราก็จะมี 1,048,576 คน หากย้อนไปถึง 30 ชั่วอายุคน ก็จะมีบรรพบุรุษของเราเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งพันล้านคน  ถ้าเราลองนับต่อไปอีกสมัยที่มนุษย์พึ่งสร้างอารยธรรม  คงจะมีจำนวนบรรพบุรุษของเราเป็นจำนวนที่มากมายมหาศาล มากกว่าจำนวนประชากรโลกในปัจจุบันเป็นหลายเท่าตัว
 
ถ้าดูตามตัวเลขที่เกิดขึ้นนี้  จะเห็นได้ว่าสายเลือดของเรานั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เกิดการผสมพันธุ์ในสายตระกูลเดียวกัน  ต้องมีบ้างที่เกิดการบลูทูธในสายโดยไม่รู้ตัว นี่ยังไม่รวมประเพณีบางอย่างในพวกราชวงศ์อินเดียนะ ที่ให้แต่งงานแต่เฉพาะญาติๆ กันเท่านั้น เพื่อรักษาสายเลือด
 
เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปเที่ยวที่ไหนสักที่ แล้วคิดว่าไม่มีใครที่รู้จักเราเลย  คนเหล่านั้นทั้งหมดแหละครับ คือญาติๆ ของเราอย่างไม่ต้องสงสัย ลุงร้านข้าวมันไก่นั่นก็ใช่ อาม่าที่นั่งอยู่ในร้านเสริมสวยนั่นก็ใช่ น้องดาวคณะทันตะนั่นก็ใช่(ซึ่งอยากจะเป็นญาติมาก) เด็กแว้นและสก๊อยนั่นก็ใช่ หรือคนหน้าเหลี่ยมๆ ที่เป็นชาวมอนเตเนโกรนั่นก็ใช่เช่นเดียวกัน
 
อย่างที่กล่าวนำข้างต้นครับ ที่ว่าพ่อและแม่เรามีสัมพันธ์กันในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะมากที่สุด ลงลึกไปในระดับวินาที เสี้ยววินาทีเลยทีเดียวมันจึงส่งผลให้มีเราอยู่ตรงนี้  แม้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์ทุกคนจะมีส่วนที่เหมือนกัน 99.9 เปอร์เซ็นต์  อีกเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ทำให้มนุษย์แต่ละคนแสดงความเป็นปัจเจกขึ้นมา  (แต่ก็ยังมีกรณีที่สงสัยอยู่ว่าเหตุใดชาวไซย่าถึงเหมือนมนุษย์โลกนัก)
 
กล่าวคือมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ต่างก็เป็นชนิดพันธุ์เดียวกัน
 
ชีวิตของเรามีต้นแบบมาจากดีเอ็นเอที่ไร้ชีวิต  ดีเอ็นเอที่รับรองว่าเราจะไม่เหมือนกันนี้อยู่ในร่างกายเราแต่ละคนอย่างมากมายมหาศาล ดีเอ็นเอแต่ละเส้นมีพวกลำดับเบสแต่ละรหัส  3.2  พันล้านตัว  ส่งผลให้เกิดการรวมกันได้มากมายมหาศาลถึง 103,480,000,000 แบบ คริสเตียน เดอ ดูฟ (Christian de Duve)2 นักวิทยาศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมเจ้าของรางวัลโบเบล กล่าวไว้ว่า 'ต้องใช้หนังสือขนาดกลางกว่า 5 พันเล่มเพื่อพิมพ์ตัวเลขนี้ออกมา'
 
ซึ่งเป็นการรับรองว่าจะไม่มีใครเหมือนกัน
 
 
แต่โดยที่สุดแล้วผมว่าชีวิตทั้งหมดทั้งมวลเริ่มมาจากความรักครับ  แม้ว่าภายในความรักนั้นจะเกิดกระบวนการทางเคมี หรือคลื่นไฟฟ้าในสมองวุ่นวายไปหมด  แต่สุดท้ายความรักนั้นก็สามารถประมวลมาเป็นพ่อแม่เรา กลายเป็นเรา และกลายเป็นลูกหลานของเราได้ในที่สุด
 
คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus)3 นักพฤกษศาสตร์และนักสัตวิทยาชาวสวีเดนเคยเขียนเอาไว้ว่า
"...แม้ต้นไม้ก็มีความรัก  เพศผู้และเพศเมีย.. จัดพิธีแต่งงานด้วยการอวดอวัยวะเพศผู้และเพศเมีย
กลีบดอกทำหน้าที่เป็นเตียงเจ้าสาว ซึ่งผู้ที่สร้างมันมาได้จัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างงดงาม
ตกแต่งด้วยผ่าม่านประดับเตียงที่ภูมิฐาน ประพรมด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ มากมายหลายชนิด
เสียจนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต้องฉลองพิธีแต่งงานของพวกเขาอย่างเอิกเกริกยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อเตียงถูกจัดเตรียมเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่เจ้าย่าวจะได้โอบกอดเจ้าสาวผู้เป็นที่รักและยอมศิโรราบแด่เธอ..."
 
 
 
 
ก็อาจใช่
 
 
 
 
 
 
1 ในสมัยที่มีการพัฒนาการใช้งานกล้องจุลทรรศน์ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็เกิดกระแสแฟชั่นกิ๊บเก๋ขึ้น โดยมักจะเอาอะไรต่อมิอะไรส่องดูนั่นดูนี่เป็นประจำแล้วรายงานออกมาเป็นเรื่องเป็นราว
นักสังเกตการณ์ชาวดัตช์คนหนึ่งคือ นิโคเลาส์ ฮาร์ตซอกเคอร์คิดว่าเขาเห็น 'มนุษย์ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง' ในเซลล์อสุจิ เขาจึงเรียกสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นั้นว่า 'homunculi' แล้วทุกคนก็หลงเชื่ออยู่พักหนึ่งเหมือนกัน ว่าเรานั้นมาจากพ่อของเราเท่านั้น
 
2 เดอ ดูฟ เป็นผู้ศึกษาทางด้านเซลล์วิทยาที่เป็นต้นแบบในปัจจุบัน ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1974 ร่วมกับอัลเบิร์ต์ โคลด (Albert Claude) และจอร์จ พาเลด (George E. Palade) ในเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์
 
3 ลินเนียสนับว่าเป็นคนที่หมกมุ่นกับเรื่องเซ็กส์อย่างมาก เขาตั้งชื่อส่วนต่างๆ ของหอยกาบตามชื่อส่วนประกอบภายนอกของอวัยวะเพศหญิง เขาแบ่งกลุ่มพืชตามธรรมชาติของอวัยวะสืบพันธุ์ แถมยังตั้งชื่อพืชตระกูลหนึ่งว่า คลิทอเรีย อีกด้วย (clitoria - ปุ่มกระสันของสตรี)
 
File:Clitoria (253000626).jpg
(ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Clitoria_%28253000626%29.jpg)
อืม..ก็เข้าใจความรู้สึกของลุงลินเนียสอยู่นะ ว่าทำไมแกถึงตั้งแบบนี้
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ฮ่าๆ ขอบคุณสำหรับความรู้ครับผม
ปล. เหมือนมาจากหนังสือประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง เลยนะครับ เป็นหนังสือที่ผมชอบมากเหมือนกัน ^^

#4 By hackerlife on 2010-12-05 14:51

เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน
ว่าทุกๆ คนต่างเป็นญาติกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แบบนี้หมอปิงก็เป็นญาติกับเราน่ะสิ

#3 By fueyZ on 2010-11-13 18:12

อ่านแล้วสนุกดีครับ ได้ความรู้ด้วยbig smile confused smile

#2 By l3astards™ on 2010-11-13 03:08

ผมก็เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงตั้งชื่อแบบนี้ sex เป็นแรงผลักดันอะไรหลายๆอย่างเหมือนที่ฟรอยด์ว่าไว้จริงๆ หุๆ ไม่ได้เขียนนานเลยนะครับเนี่ย