ธรรมชาตินั้นมีการพัฒนาอยู่เสมอ  เป็นการพัฒนาที่เชื่องช้าและอดทน  ถ้าเมื่อสักสิบล้านปีก่อนเกิดมีสุนัขตัวหนึ่งคิดขึ้นว่า 'เออเว้ย..น้ำนี่มันเย็นดีนี่หว่า ของกินก็เยอะ หากินง่ายด้วย  ถ้าเราไปอาศัยอยู่ในน้ำเลยซะก็คงดี  จะได้ไม่ต้องมาทนลำบากอีก ๕๕๕ ฉลาดจริงๆ ตู'  เมื่อคิดดังนั้น สุนัขตัวนี้จึงลงไปอาศัยอยู่ในน้ำทะเลในที่สุด
.

พอสุนัขตัวนี้ลงไปอาศัยอยู่ในทะเลแล้วเกิดอยู่ดีกินดีขึ้นมา  สุนัขตัวอื่นเห็นดังนั้นก็เลยลงไปอาศัยอยู่ในทะเลด้วย จากนั้นเผ่าพันธุ์ของพวกมันก็เริ่มที่จะอาศัยอยู่ในน้ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
.

ในช่วงแรกพวกสุนัขอาจจะอยู่ใต้น้ำได้ไม่นานนักก็จริงครับ  แต่สรีระร่างกายของมันจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด สุนัขตัวที่มีร่างกายเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่สุดจะสามารถมีชีวิตและสืบต่อเผ่าพันธุ์มาได้ ก็เหมือนโลมาหรือวาฬนั่นแหละครับ สัตว์สองชนิดนี้ก็มีการพัฒนามาจากสัตว์บก  ซึ่งในปัจจุบันขาของพวกมันได้กลายเป็นครีบไปหมดแล้ว
.

สติปัญญาก็เหมือนกับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่สามารถวิวัฒน์ได้เช่นกัน เหมือนกับขาที่กลายมาเป็นครีบ ใครจะคิดว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างไส้เดือนก็มีความคิด  มีสติปัญญาพอที่จะรู้จักเลือกชนิดของซากใบไม้  มาปิดบังรูของมันเพื่อให้ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้
.
 
.

การศึกษาเกี่ยวกับสติปัญญาของสัตว์ทำให้รู้ครับว่า  เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถประดิษฐ์คิดค้น  สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ  รู้จักวางแผนลำดับก่อนหลัง  สามารถที่จะวางกลอุบายหรือโกหก ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้น สัตว์ชนิดอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน
.

ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ วิวัฒนาการทางสติปัญญาก็คงเหมือนกับทุเรียนนั่นแหละครับ ไม่ว่าสัตว์ใดก็สามารถกินได้ หากแต่รู้วิธีการปอกเปลือกมันเท่านั้น  ไม่ใช่เฉพาะเผ่าพันธุ์ของมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่มีโอกาสได้ลิ้มรสของทุเรียน เผ่าพันธุ์อื่นๆ ก็มีโอกาสเช่นกัน 
.

ซึ่งสติปัญญาของสัตว์นั้น ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของมัน  ทั้งการหาอาหาร  การหาคู่  การหลีกหนีอันตราย  การค้นหาเส้นทางในป่า ในน้ำ หรือบนท้องฟ้า  จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ จำเป็นจะต้องอาศัยความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้วยกันทั้งนั้น
.

 
.

หากจะกล่าวถึงเรื่องสติปัญญาของสัตว์  สุนัขน่าจะเป็นตัวอย่างที่เราคงสามารถมองเห็นได้ง่ายที่สุดครับ  เพราะเราคงรู้ถึงความสามารถของสุนัขเลี้ยงเหล่านี้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ทั้งความสามารถในการทำตามคำสั่ง  การดมหาวัตถุผิดกฎหมาย เป็นต้น
.

นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปออกมาว่าสุนัขนั้นสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ของมนุษย์  ได้เร็วเท่ากับเด็กหัดเดินเลยที่เดียว นั่นคือสามารถเรียนรู้ศัพท์ใหม่ได้ราววันละ ๑๐ คำ  แถมพวกมันยังใช้เทคนิคการเรียนรู้คำศัพท์เหมือนกับมนุษย์อีกด้วย
.

ซึ่งความสามารถในการจำคำศัพท์ของสุนัขเนี่ย เป็นสิ่งที่พึ่งมีการวิวัฒน์ขึ้นมาในสมองของมันครับ  เนื่องจากพวกมันได้มาอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์เป็นเวลายาวนาน (ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ปีก่อน) จึงอาจจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะสื่อสารระหว่างกัน  ดังนั้นทักษะทางด้านภาษานี้จึงจะมีในสุนัขเลี้ยงเท่านั้น  เพราะทักษะการเรียนรู้ศัพท์ของมนุษย์ คงไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกสุนัขป่าแต่อย่างใด
.


.

พูดถึงสุนัขป่าแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาพฤติกรรมของฝูงหมาป่า ที่วนอุทยานคูมบ์ มาร์ติน พาร์ค (Combe Martin Park) ในเขตเดวอน ประเทศอังกฤษครับ
.

ถ้าพูดถึงการศึกษาพฤติกรรมสัตว์  เราก็คงจะนึกถึงการลอบสังเกต การตั้งกล้องส่องระยะไกล หรือการฝังชิบในตัวสัตว์เพื่อติดตามใช่มั้ยครับ  แต่ก็มีนักวิจัยหมาป่าชาวอังกฤษอยู่ท่านหนึ่ง ชื่อว่าคุณฌอน เอลลิส (Shaun Ellis)  ซึ่งคุณฌอนเนี่ย แกไม่ได้ใช้วิธีการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ในรูปแบบธรรมดาๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นครับ  แต่แกลงทุนถึงขนาดแฝงตัวเข้าไปในฝูงหมาป่า โดยทำตัวเป็นหมาป่าซะเอง 
.

การจะเป็นหมาป่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ  คุณฌอนเขาบอกว่าเขาจำเป็นต้องไม่อาบน้ำเพื่อรักษากลิ่นตัวเอาไว้ให้สมาชิกในฝูงจำเขาได้  เขาต้องขู่ คำราม และหอนเสียงดังเพื่อทำให้หมาป่าตัวอื่นเกรงกลัวและจะได้ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของกลุ่ม  - ใช่แล้วครับ ฌอนต้องเรียนรู้ภาษาของหมาป่าด้วย ซึ่งภาษาของหมาป่านั้นสลับซับซ้อนมาก โดยจะประกอบไปทั้งการแสดงออกของท่าทาง สีหน้า การมอง และการใช้เสียงสูงต่ำ
.

 
.

ในที่สุดเขาก็ได้เป็นจ่าฝูงของหมาป่าฝูงนี้จริงๆ ครับ  และเนื่องจากเขาได้เป็นจ่าฝูงนี่เอง ลำดับก่อนหลังการเข้าถึงอาหารจึงสำคัญอย่างมาก  อย่างเวลาล่าเหยื่อเนี่ย พอเหยื่อล้มลงปุ๊บ เขาที่เป็นจ่าฝูงจะต้อง