[Mean] Point of No Return - งัดข้อกับธรรมชาติ
posted on 04 Feb 2008 17:48 by obvious in Mean
เคยเล่นงัดข้อมั้ยครับ
การงัดข้อก็คือการที่คนสองคนเอาแขนมาเกี่ยวกันตรงข้อมือแล้วตั้งศอกขึ้น จากนั้นทั้งคู่ก็จะพยายามเกร็งพลังดันข้อของอีกฝ่ายให้ล้มลงไปแนบพื้นให้ได้ ใช้พื้นที่ในการเล่นไม่มากนัก สมัยเด็กใครมันงัดข้อชนะคนทั้งห้องได้ จะได้รับการสรรเสริญแซ่ซ้องมากอย่างแรง จึงนับเป็นสัญชาตญาณของสัตว์อย่างหนึ่งในการยกย่องผู้ที่แข็งแกร่งกว่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในตัวของมนุษย์
โอเค-ผู้ชายทุกคนผมว่าน่าจะเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย เคยผ่านการถูกเหยียดหยามโดนล้อชื่อพ่อชื่อแม่ หรือแม้กระทั่งกลายเป็นคนล้อซะเอง แต่ผู้หญิงนี่ผมว่าถ้าไม่เรียบร้อยเกินไป ก็น่าจะเคยเล่นนะ ไม่ว่าจะเป็นการท้าผู้ชายแข่ง หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมว่าทุกคนต่างก็รู้จักการงัดข้อกันอยู่แล้ว ไม่รู้จะอธิบายไปทำไม
ในการงัดข้อนั้น ถ้าคู่ต่อสู้เราออกแรงไม่มากนัก เราก็ยังสามารถทนสู้ได้ใช่มั้ยครับ แต่ถ้าคู่ต่อสู้เรามันดันเกิดใช้พลังเพิ่มมากขึ้นหล่ะ เราก็จะต้องพยายามเกร็งกำลังของข้อเอาไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะงั้นเดี๋ยวแพ้ อายเค้าแย่
แล้วใครมันจะสามารถเกร็งพลังสู้ตลอดไปได้บ้างหล่ะครับ? นี่ถ้าเกิดคู่ต่อสู้ของเรามันดันเป็นซุปเปอร์ไซย่าที่เพิ่มพลังได้อย่างไม่รู้ที่สิ้นสุดหล่ะ แขนเราก็จะค่อยๆ อ่อนกำลังลง อ่อนกำลังลง เพราะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นมากขึ้น สุดท้ายแขนเราก็ต้องล้มลงไปอยู่ดี ไม่ว่าเราจะพยามเกร็งข้อแบกรับไว้แค่ไหนก็ตาม
ก่อนที่แขนเราจะล้มลงไปกองกับพื้นนั่นแหละครับ มันจะมีอยู่จุดๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่พลังของเรามันล้าจนถึงขีดสุด คนที่เล่นงัดข้อเค้าจะรู้สึกได้เองครับ ว่าถ้าผ่านจุดๆ นั้นไป มันจะไม่สามารถเกร็งพลังสู้ได้อีก ประมาณว่ากู่ไม่กลับ ถ้าผ่านช่วงนั้นไปแล้ว ฮึดสู้อย่างไรก็ไร้ความหมาย
นักวิทยาศาสตร์เค้าเรียกจุดๆ นั้นว่าเทรชโฮลด์ (Threshold) ครับ
เทรชโฮลด์นี่จะว่าไปก็คงจะเหมือนกับจุดสุดท้ายที่เอาไว้ต้านทานพลังหรืออะไรทำนองนั้นหล่ะมั้งครับ ถ้าให้อธิบายแบบง่ายที่สุดก็คือ ถ้าเราผ่านจุดเทรชโฮลด์นี้ไปแล้ว ก็จะไม่สามารถจะหวนกลับมาได้อีก หรือไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้อีกครั้งแบบที่โดราเอมอนกลับมาช่วยโนบิตะจากโลกอนาคต นี่ถ้าโนบิตะเหี้ยกว่านี้หน่อยประมาณว่าเป็นโนบิตะรุ่นผ่านเทรชโฮลด์แล้ว ถึงโดราเอมอนจะกลับมาช่วยก็ไร้ความหมาย ไม่สามารถปรับปรุงอนาคตให้ดีขึ้นได้
แต่ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แล้วเทรชโฮลด์จะเกิดขึ้นมาได้เองนะครับ เทรชโฮลด์นั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อระบบอย่างต่อเนื่อง ก็เหมือนกับการค่อยๆ เพิ่มพลังงัดข้ออย่างต่อเนื่องนั่นแหละครับ มันก็คือการกระตุ้นทำให้เทรชโฮลด์เกิดขึ้นต่อระบบ ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงย้อนกลับได้
ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นนะครับที่มีเทรชโฮลด์ ธรรมชาติก็มีเช่นกัน
กว่าพันปีที่ผ่านมามนุษย์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างมากมาย เราล่าสัตว์ เราตัดต้นไม้ เราก่อสร้าง เราเพิ่มจำนวนประชากร เราขุดเจาะน้ำมัน เราเดินบนดวงจันทร์ เราทำสงคราม เราสูบน้ำบาดาล เราเห็นแก่ตัว เรารุกล้ำพื้นที่ป่า เราทำลายระบบนิเวศ เราพัฒนาอุตสาหกรรม และเรายังอื่นๆ อีกมากมายที่ตอนนี้ผมคิดไม่ออก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบที่เรียกว่าธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
หรือว่าเรากำลังงัดข้อกับธรรมชาติอยู่?
ไม่ว่ามนุษย์จะลงมือทำอะไรกับโลกใบนี้ไปบ้าง ธรรมชาติก็จะพยายามเกร็งข้อมือสู้อย่างสุดกำลัง แต่ทว่ากำลังข้อมือของมนุษย์นับวันยิ่งมีพลังเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ธรรมชาติที่อุตส่าห์อดทนเกร็งกำลังต้านทานกำลังของมนุษยชาตินั้น กลับค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ
ซักวัน ธรรมชาติก็ต้องอ่อนแรงลงจนถึงขีดสุด
อืม….ก็อย่างที่บอกครับ ใครมันจะสามารถเกร็งข้อทนพลังงัดได้ตลอดไป ธรรมชาตินะว้อย ไม่ใช่เทพเจ้างัดข้อ ซักวันธรรมชาติต้องทนไม่ไหวจนกระทั่งก้าวข้ามจุดเทรชโฮลด์ไปในที่สุด
เมื่อเร็วๆ นี้มีลุงนักวิทยาศาสตร์คนนึงครับ ชื่อว่าลุงเลิฟลอค (James Lovelock) ลุงเค้าบอกว่าในปัจจุบันธรรมชาติได้ผ่านจุดเทรชโฮลด์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่ว่ามนุษย์จะพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร ลดภาวะมลพิษอย่างไร ประชุมกำหนดข้อตกลงใดๆ หรือจะทุ่มเทแก้ปัญหาซักเพียงใดก็ไม่อาจหลีกหนีวิกฤตการณ์ความผันผวนของธรรมชาติไปได้
ถ้าจะเปรียบเป็นงัดข้อ ก็คงเหมือนกับรู้ผลแพ้-ชนะกันแล้วว่ามนุษยชาตินั้นเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้นั่นเอง พอมนุษย์เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ ก็เลยพยายามที่จะชะลอกำลังแขนของตนลง เพื่อให้ธรรมชาติได้มีเวลาฟื้นคืนสภาพ กลับคืนเหมือนเก่า แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าจะลดพลังอย่างไร สุดท้ายธรรมชาติก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี นั่นเพราะธรรมชาติได้ก้าวผ่านเทรชโฮลด์ไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้อีก
อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ยอมรับก่อนเถอะครับว่าพวกเราได้ชนะในการงัดข้อกับธรรมชาติแล้ว
ยอมรับเถอะครับว่าระบบนิเวศทั่วโลกต่างถูกทำลายเสียจนไม่เหลือสภาพเดิมเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน
ยอมรับก่อนเถอะครับว่าไม่ว่าเราจะทำการแก้ไขยังไง ธรรมชาติก็ไม่มีทางกลับมาเป็นเช่นเดิมได้
ยอมรับซะเถอะครับว่าต่อไปภายภาคหน้า เราจะต้องรับมือกับวิกฤตการณ์ความผันผวนของธรรมชาติที่แปลกแบบที่เหล่ากงเหล่าม่าเราไม่เคยเจอมาก่อน
ยอมรับเถอะครับว่าเมื่อสิ้นศตวรรษนี้ น้ำทะเลจะสูงขึ้น 1 เมตร ทั่วทั้งโลกจากเหตุการณ์น้ำแข็งละลาย ส่งผลให้กรุงเทพฯ จมลงใต้ผืนน้ำ แผ่นดินทั่วโลกจะลดลง
ยอมรับเถอะครับว่าโรคบางโรคที่เราคิดว่ารักษาหายแล้ว ได้เริ่มกลายพันธุ์และทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ยอมรับเถอะครับว่าวิวัฒนาการของเราต่อไป มนุษย์อาจจะกลายเป็นปลาชนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว หรือยอมรับเถอะครับว่ามันอาจจะใกล้เวลาที่มนุษยชาติจะต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์กันเสียที
หรือถ้าเรายังไม่ยอมรับ หรือยังไม่เชื่อตามที่ลุงเลิฟลอคบอกหล่ะก็ ผมแนะนำให้ลุกขึ้นเดินไปปิดแอร์ครับ ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นเท่าที่จำเป็นเหอะครับ เลิกใช้ถุงพลาสติกครับ ปลูกต้นไม้ครับ ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ครับ เดินกันเถอะครับ ใช้จักรยานครับ ใช้น้ำเท่าที่จำเป็นครับ เลิกเห็นแก่ตัวอย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนครับ
ผมบอกได้แต่เพียงว่าให้เราเริ่มลงมือทำ
เพราะพรุ่งนี้อาจไม่เหมือนเดิม
ยังคงเปี่ยมด้วยสาระเกี่ยวกับการรักษาโลกเช่นเคยนะครับ
]
ยอมรับทุกประการคะ เรียกว่าแก้ไขยากซะแล้วที่จะให้ธรรมชาติกลับมาเหมือนเดิม..
มนุษย์นี่ละตัวทำลายสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกให้เสื่อม..ให้สิ้นไป...เพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ฉลาด
#1 By MayaKniGht on 2008-02-04 19:20