เคยเล่นงัดข้อมั้ยครับ

 

การงัดข้อก็คือการที่คนสองคนเอาแขนมาเกี่ยวกันตรงข้อมือแล้วตั้งศอกขึ้น  จากนั้นทั้งคู่ก็จะพยายามเกร็งพลังดันข้อของอีกฝ่ายให้ล้มลงไปแนบพื้นให้ได้  ใช้พื้นที่ในการเล่นไม่มากนัก  สมัยเด็กใครมันงัดข้อชนะคนทั้งห้องได้ จะได้รับการสรรเสริญแซ่ซ้องมากอย่างแรง  จึงนับเป็นสัญชาตญาณของสัตว์อย่างหนึ่งในการยกย่องผู้ที่แข็งแกร่งกว่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในตัวของมนุษย์

 

โอเค-ผู้ชายทุกคนผมว่าน่าจะเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย   เคยผ่านการถูกเหยียดหยามโดนล้อชื่อพ่อชื่อแม่  หรือแม้กระทั่งกลายเป็นคนล้อซะเอง  แต่ผู้หญิงนี่ผมว่าถ้าไม่เรียบร้อยเกินไป ก็น่าจะเคยเล่นนะ  ไม่ว่าจะเป็นการท้าผู้ชายแข่ง หรืออะไรก็แล้วแต่  ผมว่าทุกคนต่างก็รู้จักการงัดข้อกันอยู่แล้ว  ไม่รู้จะอธิบายไปทำไม

 

ในการงัดข้อนั้น  ถ้าคู่ต่อสู้เราออกแรงไม่มากนัก เราก็ยังสามารถทนสู้ได้ใช่มั้ยครับ  แต่ถ้าคู่ต่อสู้เรามันดันเกิดใช้พลังเพิ่มมากขึ้นหล่ะ  เราก็จะต้องพยายามเกร็งกำลังของข้อเอาไว้ให้ได้นานที่สุด  เพราะงั้นเดี๋ยวแพ้ อายเค้าแย่

 

แล้วใครมันจะสามารถเกร็งพลังสู้ตลอดไปได้บ้างหล่ะครับ?  นี่ถ้าเกิดคู่ต่อสู้ของเรามันดันเป็นซุปเปอร์ไซย่าที่เพิ่มพลังได้อย่างไม่รู้ที่สิ้นสุดหล่ะ  แขนเราก็จะค่อยๆ อ่อนกำลังลง  อ่อนกำลังลง  เพราะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นมากขึ้น  สุดท้ายแขนเราก็ต้องล้มลงไปอยู่ดี ไม่ว่าเราจะพยามเกร็งข้อแบกรับไว้แค่ไหนก็ตาม

 

ก่อนที่แขนเราจะล้มลงไปกองกับพื้นนั่นแหละครับ  มันจะมีอยู่จุดๆ หนึ่ง  ซึ่งเป็นจุดที่พลังของเรามันล้าจนถึงขีดสุด  คนที่เล่นงัดข้อเค้าจะรู้สึกได้เองครับ  ว่าถ้าผ่านจุดๆ นั้นไป  มันจะไม่สามารถเกร็งพลังสู้ได้อีก  ประมาณว่ากู่ไม่กลับ ถ้าผ่านช่วงนั้นไปแล้ว ฮึดสู้อย่างไรก็ไร้ความหมาย 

 

นักวิทยาศาสตร์เค้าเรียกจุดๆ นั้นว่าเทรชโฮลด์  (Threshold) ครับ

 

เทรชโฮลด์นี่จะว่าไปก็คงจะเหมือนกับจุดสุดท้ายที่เอาไว้ต้านทานพลังหรืออะไรทำนองนั้นหล่ะมั้งครับ   ถ้าให้อธิบายแบบง่ายที่สุดก็คือ  ถ้าเราผ่านจุดเทรชโฮลด์นี้ไปแล้ว  ก็จะไม่สามารถจะหวนกลับมาได้อีก  หรือไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้อีกครั้งแบบที่โดราเอมอนกลับมาช่วยโนบิตะจากโลกอนาคต  นี่ถ้าโนบิตะเหี้ยกว่านี้หน่อยประมาณว่าเป็นโนบิตะรุ่นผ่านเทรชโฮลด์แล้ว  ถึงโดราเอมอนจะกลับมาช่วยก็ไร้ความหมาย  ไม่สามารถปรับปรุงอนาคตให้ดีขึ้นได้

 

แต่ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แล้วเทรชโฮลด์จะเกิดขึ้นมาได้เองนะครับ  เทรชโฮลด์นั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อระบบอย่างต่อเนื่อง  ก็เหมือนกับการค่อยๆ เพิ่มพลังงัดข้ออย่างต่อเนื่องนั่นแหละครับ  มันก็คือการกระตุ้นทำให้เทรชโฮลด์เกิดขึ้นต่อระบบ  ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงย้อนกลับได้

 

ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นนะครับที่มีเทรชโฮลด์  ธรรมชาติก็มีเช่นกัน

 

กว่าพันปีที่ผ่านมามนุษย์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างมากมาย  เราล่าสัตว์  เราตัดต้นไม้  เราก่อสร้าง  เราเพิ่มจำนวนประชากร  เราขุดเจาะน้ำมัน  เราเดินบนดวงจันทร์  เราทำสงคราม  เราสูบน้ำบาดาล  เราเห็นแก่ตัว เรารุกล้ำพื้นที่ป่า  เราทำลายระบบนิเวศ  เราพัฒนาอุตสาหกรรม  และเรายังอื่นๆ อีกมากมายที่ตอนนี้ผมคิดไม่ออก  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบที่เรียกว่าธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

 

หรือว่าเรากำลังงัดข้อกับธรรมชาติอยู่?

 

ไม่ว่ามนุษย์จะลงมือทำอะไรกับโลกใบนี้ไปบ้าง  ธรรมชาติก็จะพยายามเกร็งข้อมือสู้อย่างสุดกำลัง  แต่ทว่ากำลังข้อมือของมนุษย์นับวันยิ่งมีพลังเพิ่มมากขึ้น  ในขณะเดียวกัน ธรรมชาติที่อุตส่าห์อดทนเกร็งกำลังต้านทานกำลังของมนุษยชาตินั้น กลับค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ

 

ซักวัน ธรรมชาติก็ต้องอ่อนแรงลงจนถึงขีดสุด

 

อืม….ก็อย่างที่บอกครับ  ใครมันจะสามารถเกร็งข้อทนพลังงัดได้ตลอดไป  ธรรมชาตินะว้อย  ไม่ใช่เทพเจ้างัดข้อ  ซักวันธรรมชาติต้องทนไม่ไหวจนกระทั่งก้าวข้ามจุดเทรชโฮลด์ไปในที่สุด 

 

เมื่อเร็วๆ นี้มีลุงนักวิทยาศาสตร์คนนึงครับ ชื่อว่าลุงเลิฟลอค (James Lovelock)  ลุงเค้าบอกว่าในปัจจุบันธรรมชาติได้ผ่านจุดเทรชโฮลด์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  และไม่ว่ามนุษย์จะพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร  ลดภาวะมลพิษอย่างไร  ประชุมกำหนดข้อตกลงใดๆ  หรือจะทุ่มเทแก้ปัญหาซักเพียงใดก็ไม่อาจหลีกหนีวิกฤตการณ์ความผันผวนของธรรมชาติไปได้

 

ถ้าจะเปรียบเป็นงัดข้อ  ก็คงเหมือนกับรู้ผลแพ้-ชนะกันแล้วว่ามนุษยชาตินั้นเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้นั่นเอง  พอมนุษย์เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ ก็เลยพยายามที่จะชะลอกำลังแขนของตนลง  เพื่อให้ธรรมชาติได้มีเวลาฟื้นคืนสภาพ กลับคืนเหมือนเก่า แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าจะลดพลังอย่างไร สุดท้ายธรรมชาติก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี  นั่นเพราะธรรมชาติได้ก้าวผ่านเทรชโฮลด์ไปแล้ว  แก้ไขอะไรไม่ได้อีก

 

 

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว  ยอมรับก่อนเถอะครับว่าพวกเราได้ชนะในการงัดข้อกับธรรมชาติแล้ว

 

ยอมรับเถอะครับว่าระบบนิเวศทั่วโลกต่างถูกทำลายเสียจนไม่เหลือสภาพเดิมเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน

 

ยอมรับก่อนเถอะครับว่าไม่ว่าเราจะทำการแก้ไขยังไง  ธรรมชาติก็ไม่มีทางกลับมาเป็นเช่นเดิมได้

 

ยอมรับซะเถอะครับว่าต่อไปภายภาคหน้า  เราจะต้องรับมือกับวิกฤตการณ์ความผันผวนของธรรมชาติที่แปลกแบบที่เหล่ากงเหล่าม่าเราไม่เคยเจอมาก่อน

 

ยอมรับเถอะครับว่าเมื่อสิ้นศตวรรษนี้ น้ำทะเลจะสูงขึ้น  1  เมตร ทั่วทั้งโลกจากเหตุการณ์น้ำแข็งละลาย  ส่งผลให้กรุงเทพฯ จมลงใต้ผืนน้ำ แผ่นดินทั่วโลกจะลดลง

 

ยอมรับเถอะครับว่าโรคบางโรคที่เราคิดว่ารักษาหายแล้ว  ได้เริ่มกลายพันธุ์และทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

 

ยอมรับเถอะครับว่าวิวัฒนาการของเราต่อไป มนุษย์อาจจะกลายเป็นปลาชนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว  หรือยอมรับเถอะครับว่ามันอาจจะใกล้เวลาที่มนุษยชาติจะต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์กันเสียที

 

หรือถ้าเรายังไม่ยอมรับ หรือยังไม่เชื่อตามที่ลุงเลิฟลอคบอกหล่ะก็  ผมแนะนำให้ลุกขึ้นเดินไปปิดแอร์ครับ  ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นเท่าที่จำเป็นเหอะครับ  เลิกใช้ถุงพลาสติกครับ  ปลูกต้นไม้ครับ  ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ครับ  เดินกันเถอะครับ  ใช้จักรยานครับ  ใช้น้ำเท่าที่จำเป็นครับ  เลิกเห็นแก่ตัวอย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนครับ 

 

 

 

 

 

 


ผมบอกได้แต่เพียงว่าให้เราเริ่มลงมือทำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เพราะพรุ่งนี้อาจไม่เหมือนเดิม

 

Comment

Comment:

Tweet

ที่ทำงานเห็นคนงัดข้อกันประจำ แบบว่าขัดแย้งน่ะ ไม่เห็นผ่านจุดเทรชโฮลด์กันซ้ากที

มนุษย์ใกล้สูญพันธุ์จริงเหรอ งั้นต้องเร่งผสมพันธุ์ แหะๆ question