- ทฤษฎีเคออส (Chaos Theory) นี้ ผมถือว่าเป็นทฤษฎีใหญ่ทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจเลยครับ ที่หยิบเอาเรื่องทั่วๆ ไปที่คนไม่ค่อยสนใจ มาตั้งเป็นทฤษฎีได้เป็นเรื่องเป็นราว

- ซึ่งถ้าในเมืองไทย เมื่อเราพูดถึงทฤษฎีนี้อาจจะงงกันได้ เพราะจะมีชื่อเรียกอย่างมากมายหลากหลาย ฟังแล้วปลื้มใจแทน ว่าทฤษฎีโกลาหลบ้างหล่ะ ทฤษฎีอลวนบ้างหล่ะ ทฤษฎีไร้ระเบียบบ้างหล่ะ ทฤษฎีปั่นป่วนบ้างหล่ะ เอาเข้าไป

- ไม่รู้ว่าคนไทยมันจะเป็นตัวของตัวเองไปไหน แหม...ทำเป็นแนว ไม่อยากเรียกซ้ำคนอื่น ก็เลยคิดคำมาใช้แทนซะมากมาย

- เอาเป็นว่า เราเรียกมันว่าทฤษฎีเคออสตามพวกฝรั่งละกันนะครับ จะได้ไม่ต้องสับสน

- ซึ่งคำว่าเคออสเนี่ย ถูกบัญญัติขึ้นโดย นักคณิตศาตร์ประยุกต์คนหนึ่งคืออีตาลุง เจมส์ เอ ยอร์ค ครับ

- ถ้าจะบอกว่า ทฤษฎีเคออสเนี่ย เป็นยำรวมมิตรคงไม่ผิดนักนะครับ เพราะมันเป็นทฤษฎีที่อยู่ในทุกๆ สาขาวิชา และล้วนดำรงอยู่รอบตัวเราทุกผู้ทุกคน

- ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ พยากรณ์ศาสตร์ ดาราศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่าในระบบทุกๆ ประเภทเลยก็ได้ครับ ที่จะมีบางภาวะเหมาะๆ จะทำให้เกิดเคออสขึ้นมา

- ซึ่งทฤษฎีเคออสนี้ จะอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในระบบอะไรสักอย่างที่ซับซ้อนครับ ที่มีชื่อเรียกอย่างกระแดะว่าระบบพลวัตร

- โอ๊ะๆ ระวังนะครับ พลวัตรนี่เป็นถึงตำรวจชั้นผู้ใหญ่เชียวนะ

- เฮ้ยยย!! ไม่ใช่! นั่นมันสารวัตร! 

- ตึงโป๊ะ~! (ขอโทษครับ ไม่เล่นแล้วครับ เอาเป็นว่ากลับมาเรื่องพลวัตรกันต่อ)

- ตัวอย่างของระบบพลวัตรก็เช่น  เออ...สมมุติว่าเราเป็นคนพายเรือหาหอย

- พอมืดปุ๊บ เราจะเอาเรือออกทะเลไปหาหอยปั๊บ แล้วจะกลับมาตอนก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

- เมื่อกลับมาจากหาหอยแล้ว เราก็นอนยาวจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน แล้วจึงเอาเรือออกไปหาหอยอีกครั้ง ทำอย่างนี้ทุกวัน

- จากพฤติกรรมที่เราออกหาหอยในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่หอยมักจะทำการผสมพันธุ์กัน ก็เลยเป็นสาเหตุให้หอยมีการเพิ่มจำนวนประชากรลดลง

- ส่งผลให้หอยน้อยลง น้อยลง จนหมดไป  คราวนี้...ปลาก็หาอาหารได้ยากขึ้น เพราะไม่มีหอยกิน หมดไปด้วยอีกราย อืมม..จากนั้นปลาฉลามก็หมดไปอีก

- ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนท้ายสุดแล้ว...อาจทำให้สัตว์สูญพันธ์หมดโลก! เพียงเพราะเราดันทะลึ่งไปหาหอยตอนกลางคืน

- อาา..ใช่แล้วครับ ถ้าเราไปต่างจังหวัดหลายวัน เราก็ต้องไปกลางคืนที่โรงแรม

- เฮ้ยยยย!! ไม่ใช่!! นั่นมันค้างคืนที่โรงแรม!

- ตึงโป๊ะ~! (ขอโทษจริงๆ ครับ มันอดไม่ไหวจริงๆ สาบานว่าครั้งนี้เล่นครั้งสุดท้ายแล้วครับ)

- ถ้าให้พูดแบบรวบรัดหล่ะก็ ระบบพลวัตรคือระบบที่มีปัจจัยต่างๆ ซับซ้อนและส่งผลต่อเนื่องยืดยาวกันไปครับ

- เออหว่ะ อธิบายแค่นี้ก็เข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ? แล้วตูจะยกตัวอย่างเรื่องการหาหอยไปไยกันหนอ?

.


- แล้วอีระบบซับซ้อนหรือระบบพลวัตรที่พูดถึงเนี่ยแหละครับ มันเป็นระบบที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

- แล้วก็อีการเปลี่ยนแปลงนี่แหละ มันจะมีอยู่ลักษณะหนึ่งที่เค้าเรียกว่าเคออสครับ ซึ่งเป็นระบบที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแบบปั่นป่วน ให้ผลลัพธ์แบบสุ่ม โอ้..ช่างดูไร้ระเบียบยิ่งนัก

- แต่ความจริงแล้วเคออสเนี่ย มันเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีระเบียบไปแบบมีระเบียบนะ งงมั้ย?

- ถ้างงก็อ่านช้าๆ เปลี่ยน-แปลง-แบบ-ไม่-มี-ระ-เบียบ-ไป-แบบ-มี-ระ-เบียบ  คงเข้าใจกันแล้วนะ

- และในทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ จะถือว่าระบบเคออสเป็นระบบแบบไม่เป็นเชิงเส้นครับ และเคออสจะมีความไวต่อสถานะเบื้องต้นมากๆ

- แค่เราเปลี่ยนอะไรสักอย่างเพียงเล็กน้อย เมื่อนานๆ ไป ความแตกต่างก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลยครับ

- อธิบายได้ง่ายๆ ก็คือ สมมุติให้มีเป็ดอยู่ 2 ตัว (นั่นคือระบบ 2 ระบบ) เอาเป็นว่าชื่อเจ้าสมเป็ด กับเจ้าสมเสร็จละกัน

- โดยถ้าเราให้อาหารแก่สมเป็ด 4.123456789 กก. ทุกวัน ในขณะที่เราให้อาหารสมเสร็จ 4.123456788 กก.

- จะเห็นได้ว่า มีอาหารแตกต่างกันเพียง 0.000000001 กก. เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อยมาก แต่ทว่า..อีจำนวนเล็กน้อยนี่แหละครับ มันอาจจะแสดงความแตกต่างกันได้อย่างมหาศาล

- เมื่อเป็ดสองตัวนี้โตขึ้น ในสภาวะแวดล้อมที่เหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องอาหารที่ได้รับนั้น จากนั้นอีเป็ดสองตัวนี้ก็ทำการต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าฝูง แน่นอนครับสมเป็ดย่อมเจ๋งกว่า เนื่องจากได้รับอาหารมาอย่างสมบูรณ์กว่า

- ส่วนเจ้าสมเสร็จหลังจากพ่ายแพ้แก่ศึกนั่นแล้ว ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ถูกขับไล่ออกจากฝูง หาอาหารไม่ได้ อาจถูกสัตว์อื่นล่า และตายในที่สุด ในขณะที่ไอ้สมเป็ดได้เป็นจ่าฝูง ลูกน้องรายล้อม เมียก็เยอะ มีอาณาเขตกว้างขวาง อาหารสมบูรณ์ บอกได้คำเดียวว่าเสพสุขครับ เสพสุข

- เห็นรึยังครับ แค่ส่วนต่างเพียงเล็กน้อย กลับส่งผลให้มีความแตกต่างกันมากมาย

.


- ถ้ายังไม่ชัด งั้นเรามาลองสมมุติกันใหม่ดีกว่าครับ จากสมมุติฐานการหาหอยข้างต้น ถ้าเกิดเราเปลี่ยนจากออกเรือหาหอย ไปเป็นออกเรือหาแต่เปลือกหอยแทนหล่ะ

- อืมม...ประชากรหอยก็อาจจะยังคงผสมพันธุ์เพิ่มจำนวนกันได้เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีเปลือกแข็งป้องกันอันตราย มันจึงได้มีวิวัฒนาการเข้าสู่ด้านมืด เป็นสัตว์มีโครงร่างแข็งภายนอก คราวนี้...ใครก็ทำอะไรตูไม่ได้แล้ว วะฮ่ะฮ่ะ

- พอใครทำอะไรหอยไม่ได้ หอยจึงคิดจะเป็นใหญ่ คืบคลานเข้ามาสู่แผ่นดิน ต่อไปเราอาจจะเห็นหอยทะเลเกาะอยู่ทั่วไปตามต้นไม้ใหญ่ ล่าแมลงสาปกินเป็นอาหาร จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงแทนที่ แมลงสาปหมดโลก หอยมาครองโลกแทน

- เป็นไงบ้างครับ แค่เปลี่ยนจากหาหอย ไปหาเปลือกหอย ยังให้ผลลัพธ์แตกต่างกันขนาดนี้

- ถ้ากล่าวโดยสรุปก็คือ ทฤษฎีเคออสจะพูดถึงระบบที่ซับซ้อน ที่แค่มีอะไรสักอย่างเปลี่ยนแปลงไป แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ระบบนั้นมีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

.


- เมื่อเอาทฤษฎีของเค้ามาพูดขนาดนี้แล้ว จะไม่พูดถึงผู้คิดค้นก็กระไรอยู่ใช่มั้ยครับ

- ความจริงแล้ว ถ้าจะสืบกันอย่างจริงจัง ทฤษฎีนี้มีการพูดกันอย่างกว้างขวางมานานครับ ตั้งแต่ปัญหาสามวัตถุ การแก้สมการระบบเชิงเส้น การเคลื่อนที่ของของไหล ฯลฯ

- แต่คนส่วนใหญ่จะยกให้ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ลอเรนซ์ ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีนี้ครับ เพราะเป็นคนที่ไม่สังเกตเฉยๆ มีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบด้วย

- คือแกกำลังนั่งทดลองด้านการพยากรณ์อากาศของแกอยู่ดีๆ โดยใช้คอมพิวเตอร์ซิมูเลชันจำลองสภาพอากาศ

- แล้ววันหนึ่งแกดันเกิดขี้เกียจจำลองสภาพอากาศใหม่ขึ้นมา แกก็เลยใช้ค่าเดิมอันที่แล้วที่เคยคำนวณไว้ ไปเป็นค่าเริ่มต้น

- แต่ทว่า... 'เอ๊ะ? ไปๆ มาๆ ไหงตูได้ค่าที่คำนวณออกมาแล้วต่างจากอันก่อนขนาดนี้วะ? โอ๊ะๆ หรือจะเป็นเพราะการปัดเศษของคอมพิวเตอร์กัน'

- เมื่อแกคิดดังนั้น ทำให้แกค้นพบว่ามีการปัดเศษที่น้อยมากๆๆๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ แต่ให้ค่าที่แตกต่างกันมากๆๆๆ ซะอย่างงั้น แกจึงแว่บคำว่าเคออสขึ้นมาในสมอง

- จากนั้นแกจึงค่อยๆ ทำการศึกษา ทดลอง จดบันทึก เกี่ยวกับเคออสจนทฤษฎีนี้กลายเป็นที่แพร่หลาย

- โอ้ววว...แล้วนายกำลังคิดแบบที่ชั้นคิดอยู่รึเปล่า B1  สรุปก็คือทฤษฎีนี้ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ก็เพราะความขี้เกียจของลุงลอเรนซ์ผู้นี้นี่เองครับ ช่างน่าสรรเสิญยิ่งนัก

.

- จากรูป - ภาพบนคือกราฟที่ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ซิมูเลชั่นครับ ส่วนสองภาพล่างนั้น คือเมื่อเราเอาข้อมูลที่ได้จากภาพบนมาพล็อตกราฟดู ก็จะได้รูปที่มีลักษณะเหมือนผีเสื้อครับ ซึ่งรูปนี้มีชื่อว่ารูปตัวดึงดูดของลอเรนซ์  ซึ่งผมคิดว่าเป็นชื่อที่สยิวกิ้วดีชะมัด

- และจากรูปนี้เอง มีการสันนิษฐานว่า มันอาจจะเป็นที่มาของประโยค  "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ (Butterfly Effect)" เคยได้ยินบ้างหรือเปล่าครับ

- ลุงลอเรนซ์ เคยบรรยายเอาไว้ในหัวข้อ 'Does the Flap of a Butterfly's Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?' โดยลุงแกพูดโดยสรุปไว้ประมาณว่า การขยับปีกของผีเสื้อที่อยู่บราซิล อาจทำให้มวลรวมของอากาศแต่ละอะตอมมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนมันอาจจะเปลี่ยนเป็นพายุทอร์นาโดที่รัสเท็กซัสก็ได้นะจ๊ะ ใครจะรู้

- แม้ว่ามันอาจจะดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระก็ตามที แต่สิ่งที่ลุงแกพูดนั้น ล้วนสามารถเกิดขึ้นได้จริงนะจ๊ะ

.


- ใครจะคาดคิดว่าเรื่องราวเพียงแค่ความต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ในอดีต อาจจะส่งผลพลิกผันได้อย่างมหาศาลในอนาคต

- บางคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย มันเป็นไปได้ไงวะ

- ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายได้ใกล้ตัวกว่านั้นครับ ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราก้าวขึ้นรถเมล์สายหนึ่ง ณ เวลาหนึ่ง

- คนขับรถเมล์ก็ขับๆ ไป ออกถนน แต่แล้วก็ดันมีหมาอินดี้วิ่งมาตัดหน้ารถซะงั้น

- ทำไงหล่ะครับ เบรกสิครับพี่น้อง คนขับเหยียบเบรกกระทันหัน ผู้โดยสารหัวทิ่มทั้งคัน ส่วนเราถึงขั้นเสียหลักล้มลงไปกองอยู่กับพื้นรถเมล์ สร้างความเอน็จอนาจแกผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

- ลองคิดดูครับ ถ้าเราไม่ก้าวขึ้นรถคันนั้น ในเวลานั้น เราอาจจะไม่ประสบกับเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้

- เอาใหม่ ถ้าเวลานั้นเราเปลี่ยนใจไม่ขึ้นรถเมล์หล่ะ ประมาณว่าเดินกลับบ้านเองก็ได้วะ งกจัด

- แต่ระหว่างทางกลับบ้าน อาจจะโชคดีได้ขี้หมามาติดตีน ทำให้ตลอดการเดินทางจะมีคนหันมามองเราอย่างเหยียดๆ เป็นระยะ เสพสุขไปตลอดทาง  แทนอาการหัวทิ่มบนรถเมล์

- อย่างที่เห็นครับ ผลลัพธ์ที่ได้นั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจริงๆ (แต่ไหงซวยเหมือนกันหว่า?)

- หรืออาจจะเป็นเรื่องของการสอบ เอาเป็นว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยละกัน ถ้าเราเกิดตัดสินใจเปลี่ยนคำตอบของข้อสอบหนึ่งข้อ เป็นจากตอบข้อ ข. ไปตอบข้อ ก. แทน แต่จริงๆ แล้ว อีข้อ ข. นั่นแหละ ถูกต้องแล้ว

- นั่นคือทำให้เราพลาดคะแนนไป 1 คะแนนถ้วน หรือมันอาจจะเป็น 1 คะแนนถ้วนที่ทำให้เราสอบไม่ติดคณะที่เราต้องการ

- ลองคิดกันดูนะครับ ว่าการเรียนสิ่งที่เราไม่ชอบ ไปประกอบอาชีพที่เราไม่อยาก มันเป็นยังไง

- เพียงเพราะคะแนน 1 คะแนนเท่านั้น ที่เปลี่ยนชีวิตข้างหน้าของเราให้พลิกไปยังอีกด้านหนึ่งซึ่งอาจจะแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

- การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ก็อาจส่งผลอย่างเอนกอนันต์ชนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกไปไกลหลายสิบปีหรือตลอดกาลก็เป็นได้

- หากมนุษย์สามารถย้อนอดีตได้จริง แล้วทำการเปลี่ยนแปลงอดีตใหม่ แต่ผลลัพธ์ที่ส่งมายังอนาคตนั้นมันเกินคาดเดา จนอาจทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เราจะอยากย้อนอดีตอยู่อีกหรือ?

- เด็ดดอกไม้ดอกเดียวอาจสะเทือนทั้งดวงดาว ผีเสื้อขยับปีกอาจทำให้เกิดพายุ ลิงกระโดดข้ามต้นไม้อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหว ฝุ่นนิดเดียวอาจปลิวไปบังดวงอาทิตย์ หรือกระทั่งการหาหอยตอนกลางคืนแล้วอาจทำให้สัตว์หมดโลก

- สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น มิใช่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยอย่างที่เราคิด

.


- แม้ว่าวิทยาศาสตร์ อาจจะสามารถอธิบายได้ในเกือบทุกๆ สิ่งก็ตาม

- ภาพวาดก็คงเป็นเพียงแค่ปรากฎการณ์ทางเคมีของสี และการจัดเรียงรูปร่างในอัตราส่วนที่เหมาะสม  เสียงดนตรีก็อาจจะเป็นเพียงคลื่นที่สั่นสะเทือนผ่านอากาศมากระทบเยื่อแก้วหูเรา ดอกไม้ก็คงเป็นเพียงอวัยวะสืบพันธุ์ของพืช  หรือแม้กระทั่งความรักก็คงจะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการทางเคมีภายในสมองเท่านั้น

- แต่ถึงแม้เราจะสามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาตร์ แต่ว่าบางเรื่องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องการคำอธิบาย

- เพราะว่าในบางเรื่องนั้น  ลึกซึ้งเกินกว่าวิทยาศาสตร์จะเข้าใจ...

.

.

.


ททท.แล้วก็ต้องขอโทษจริงๆ ครับ ถ้าใครได้ศึกษาเรื่องหอยมามาก หรือเป็นนักวิชาการเกี่ยวกับหอย เกิดรู้สึกขัดๆ กับพฤติกรรมของหอยที่ผมอ้างถึง อย่างที่บอกครับว่ามันคือสิ่งสมมุติเพื่อประกอบการอธิบายทฤษฎีเท่านั้น  เพราะงั้นอย่าไปสนใจถึงหอยที่ผมพูดเลยครับ (เนื่องจากตูบอกแล้วนะ ว่าตูแค่สมมุติอ่ะ จะจริงจังอะไรมากมายใช่ม่ะ)

.

กพอ.โอ๊ะๆ ขอแถมความรู้เกี่ยวกับเป็ดนิดหน่อยครับ อุตส่าห์ยกเอาพวกมันมาพิมพ์แล้ว เผื่อใครอาจมองเห็นลู่ทางในการศึกษาต่อไปยังสัตว์อื่น  เรื่องของเรื่องก็คือว่ามีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งครับ ซึ่งผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเป็นของผู้ใดหรือคณะใดกันหนอ ซึ่งคนผู้นี้หรือคณะนี้นี่แหละครับ ดันบังเอิญไปพบกับเหตุการณ์หนึ่งที่เป็ดตัวผู้พยายามจะขืนใจเป็ดตัวเมียเข้า แต่เป็ดตัวเมียที่มันกำลังข่มขืนอยู่นั้น ..ขอโทษหล่ะเหวย มันตายแล้วครับท่านผู้ชม นั่นคือเป็ดเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมการข่มขืนศพ เช่นเดียวกับคนนั่นเอง 
อืมม..ถ้าใครว่างๆ  และอยากสร้างชื่อเสียง ก็ลองหาสัตว์แปลกๆ มาวิจัยดูนะครับ

.

รปภ.และสำหรับใครที่ต้องการศึกษาเรื่องทฤษฎีเคออสต่อในแบบบันเทิงหล่ะก็ ผมแนะนำหนัง 2 เรื่องครับ คือเรื่อง A Sound of Thunder และเรื่อง The Butterfly Effect เค้าว่าสนุกแถมยังทำให้เข้าใจอะไรต่างๆ ในทฤษฎีนี้มากขึ้นอีกด้วยนะ  (ความจริงตูก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน  ตึงโป๊ะ~!)

.

Comment

Comment:

Tweet

เราได้ยินคำว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
เลยไปเสิชกูเกิ้ล แล้วคำว่า chaos theory มันก็ขึ้นมา
เลยไปหานส.อ่าน ปรากฎว่างงตึ้บsad smile
มาเจอกระทู้นี้นี้แหละถึงพอเข้าใจ
เขียนได้สนุกมากกกHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ถามอีกนิดค่ะ ประโยคนี้วิกิบอกพอล ดิแรกพูด พันทิพบอกเป็นชื่อเพลงวงเฉลียง
เอ๊ะยังไง วงเฉลียงเป็นคนคิดจริงๆหรอคะ ห่ะsad smile
ดีมากเลยค่ะ

#48 By (202.44.8.100) on 2010-09-16 11:02

สนุกและได้ความรู้ดีมากๆเลยค่ะ ^^big smile

#47 By Jib (58.8.88.139) on 2010-05-31 14:41

เปนเอนทรี่ที่ดีมากเลยค่ะ

อ่านแล้วได้รู้อะไรใหม่ ๆ ^^

#46 By แกล๊ด (202.28.25.165) on 2010-02-07 11:44

เข้าใจ

#45 By lbscl (222.123.153.83) on 2008-09-28 16:55

ผมคิดว่า....
เพราะเราไม่สามารถอธิบายได้ว่า "เหตุการ์ณA ที่เกิดขึ้นอยู่นี้ไม่ได้เกิดเพราะ เหตุการ์ณB" ทั้งนี้เพราะเราไม่มีทางทราบตัวแปรทั้งหมดที่ทำให้เกิดเหตุการ์ณ A
การตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ทำให่ง่ายเพียงพอที่จะเกิดแนวคิด แบบ ทฤษฎีเคออส ครับ..

#44 By piyo_kung (124.121.6.115) on 2008-05-08 23:37

ชอบเอ็นทรี่นี้มากเลย ขอปรบมือให้ดังๆเลยครับHot! confused smile confused smile

#43 By redtear on 2008-03-14 21:37

Happy New Year 2008
สุขมากๆ ยิ้มเยอะๆ รวยๆๆๆๆ
big smile

#42 By จั่นเจา on 2007-12-30 10:37

ทฤศฎีเป็ดหาหอย
แว๊ก
ม่ายช่าย....

เออ ทฤษฏีอะไรก็ช่างชื่อมันเถอะนะ
แต่เราสนใจตรงที่...

ค่าความแตกต่างเพียงนิดเดียว
ทำให้อะไรหลายๆอย่างแตกต่างกันมากมาย

เหมือนตอนเรียนฟิสิกส์
เวลาหารเลขที่มันไม่ลงตัว
คำตอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
อาจจะแค่ 0.001 หรือ 0.00001
ซึ่งมันดูใกล้เคี๊ยงใกล้เคียงกันมาก

แต่พอเอาไปทำบ้าบอบวกลบคูณหารขั้นต่อไป
คำตอบห่างกันไกลโขเลยแฮะ

โฮะๆ
ซึ่งตัวเรามักจะได้คำตอบไม่ตรงกับชาวบ้านอยู่เสมอ
นั่นเป็นเพราะ
คิดเลขผิดนั่นเอง
ตึ่งโป๊ะ~~~~~~~

ทิ้งท้าย
สวัสดีปีใหม่จ้า

ขอบคุนสำหรับสคส.เน้อ
โชคดีตลอดปีจะค๊า confused smile

#41 By fueyZ on 2007-12-28 20:21

อ่านแล้วงงนิดๆ


แต่ซับซ้อนเป็นบ้าเลยค่ะ
ทฤษฎีอลวนสมชื่อเนอะ 55

แต่อ่านไปอ่านมาแล้ว โอว..สุดยอด

ถือว่าเขียนเก่งนะ ที่ทำให้ฝ้ายอ่านได้จนจบในเรื่องความรู้ที่ดูเหมือนจะซับซ้อนแบบนี้ 55

แต่อ่านแล้วสนุกค่ะ ทั้งเนื้อหาของมันเอง แล้วก็การเขียนด้วย ^^

น่าสนใจจังเลย

ชอบๆ

คนคิดก็สุดยอดของสุดยอดแหละเจ้าค่ะ คิดออกมาด้ายย

ปล. ในที่สุดก็ถึงบางอ้อของคำว่า butterfly effectว่ามันมาจากไหน sad smile

#39 By vinn* on 2007-12-27 21:46

เหวออ ยังไม่โดนหรอคะ อ๊า ไม่น่าเลย น่าจะโยนมาทางท่านปิงกรูด้วย 555+

#38 By Revamp on 2007-12-26 22:09

Hot! Hot! Hot!

สุดยอดเลย ถึงฉันจะอ่าน แบบผ่านๆๆ
แต่มันก้อเปงกานอธิบายแบบเปงกันเองดี
รุสึกสนึกที่ได้อ่า ทบ. แบบนี้อ่า
ชอบๆๆๆๆ

สุขสันวันคริสมาสย้อนหลังนะค่ะ

แล้วก้ออย่าเอา ทบ. พวกนี้
ไปคิดมากด้วยอ่า
เด๋วคริสมาสปีนี้จะก่อย อิอิ

แอดเปงเพื่อนเลย

เย้เย้เย้

สวยฟิ้ง

#37 By พริ้วไหว on 2007-12-26 20:10

อ่านมันทีเดียวเชียว
merry x'mas นะ big smile

#36 By Veevee on 2007-12-26 18:49

Merry christmas
ขอให้คุณปิงกรูมีความสุขความเจริญในหน้าที่การงานสืบไปนะคะ

#35 By MayaKniGht on 2007-12-25 21:59

เพราะขึ้นเงินเดือน หรือแจกเงิน ทำให้คนไทยเปลี่ยนไปเกือบครึ่งประเทศ รวมอยู่ในทฤษฏีนี้ด้วยหรือเปล่าคะ
เกี่ยวกันไหมหว่า...

#33 By MayaKniGht on 2007-12-25 08:51

เอ้อเหอ.......
ตัวหนังสือ+กราฟ+ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ=เด็กศิลป์ที่หลับไปหลายตื่น 1 คน
....เราเอง open-mounthed smile

ขอบคุณสำหรับคอมมนท์นะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ big smile

#32 By -JpNc- on 2007-12-25 00:04

Hot! ก่อนอื่นต้องให้ดราก้อนบอลกับคนเขียน ฮ่า ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู่สึกตามนั้นไปด้วยเลยหล่ะค่ะ จะพูดยังไงดี คิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่เล็กมากๆๆจริงๆ แต่มันก็มีสิทธิจะเป็นไปได้จริงๆ มันก็น่ามหัศจรรย์อย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ เจ้าทฤษฎีนี้เนื่ย

ปล. เข้าใจว่าเป็นการสมมติตั้งแต่หอยครองโลกนี่แหระค่ะ ฮ่า เอ๊ะ หรือมันจะเป็นไปได้!! ตึงโป๊ะ~! (มั่ง 55+)

#31 By Revamp on 2007-12-24 22:43

พี่ปิงกรว่ามาได้ เขินนจัง
จริงๆแอบร้ายค่ะ แหะๆ สรา้งภาพไว้เฉยๆ

(ตอบโต้)

#29 By lullscreen on 2007-12-24 21:09

ตึง..โป๊ะ~~!! sad smile ที่อ่านมาท้างหมดนั้น น่าสนใจจริงๆ อะไรๆ ก็เป็นไปได้เนาะ ดีจังได้ความรู้อีกหนึ่งสาขา

ปล.สลน.สปช. ชมมทสค (ชอบมากมากที่สุดคือ)
"ไม่รู้ว่าคนไทยมันจะเป็นตัวของตัวเองไปไหน แหม...ทำเป็นแนว ไม่อยากเรียกซ้ำคนอื่น ก็เลยคิดคำมาใช้แทนซะมากมาย" ตึงปั๊กกั๊กกั๊กๆๆๆ sad smile สะใจ Hot!

#28 By N on 2007-12-24 20:48

เอ๊ะ
เพียง 1 เสียงของท่านก็มีความหมาย
คุ้นๆนะ - -"

#27 By technikos on 2007-12-24 14:07

ตึ่งโป๊ะ ... question

อ่านแล้วพอจะเข้าใจนิดๆ ค่ะ
แบบว่า สมองช้า 555

ดังนั้น เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ก็อาจจะกลายเป็นชนวนให้เกิดเรื่องใหญ่ๆได้เหมือนกันใช่มั๊ยคะbig smile

#26 By !2know ++ on 2007-12-24 08:41

เฮียไม่ถนัดเรื่องหาหอยเลยมึนๆ
ส่วนมากหอยมาหาเฮีย ฮาๆๆ

สุขสันต์วันคริสต์มาสและปีใหม่ที่จะมาถึงครับ

#25 By จั่นเจา on 2007-12-24 08:07

ชอบตรง "ตึงโป๊ะ~!" นี่แหละครับ 555
ล้อเล่นๆ ตึงโป๊ะ!question


แต่ผมว่าทฤษฎีนี้มันแปลกๆนะ เพราะบางครั้งความคิดเรามันชอบเลยเถิด และมีความเป็นไปได้มากในการตีความตามที่ตัวเองต้องการ
ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ แต่พายุไม่ได้เกิดจากผีเสื้อขยับปีกประมาณนั้น
จริืงๆแล้วใช้คำว่ามีส่วนน่าจะเหมาะสมกว่า
แต่จริงๆแล้วมันอาจจะมีหรือไม่มีเลยก็ได้

#24 By Der letzte Auftrag on 2007-12-23 23:37

ใดๆในโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง ฮ่าๆ

#23 By ฟิวส์ on 2007-12-23 22:50

จิงๆ ไอ้เรื่องความเชื่อ โชคชะตา พรหมลิขิต พระเจ้า
มันก็คงจะมาจากทฤษฏีนี้เนอะ
น่าสนใจดีค่ะ

เรื่อง butterfly effect ก็ยังมะเคยดูเหมือนกันค่ะ
big smile

#22 By Na - th (นัท) on 2007-12-23 20:03

เคยได้ยินทฤษฎีนี้มาเหมือนกัน สนใจอยู่
แต่ยังไม่ได้ศึกษาอะไรเท่าไหร่

หนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มีนะ
เห็นมีคนไทยแปลแล้วด้วย ว่าจะไปซื้อมาอ่านอยู่
น่าสนใจดี

#21 By antzzer on 2007-12-23 18:33

เรื่องรถเมล์กับเดินกลับบ้าน อ่านแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Sliding door ค่ะ เอ๋ ชื่อเรื่องนี้ป่าวหว่า?

#20 By GroovyBee on 2007-12-23 16:58

เคยดูเรื่อง The Butterfly Effect แล้ว สนุกดี
แต่ยังไม่เคยดู A Sound of Thunder อะ
หาอ่านทฤษฎีนี้จากไหนอะ
หามาให้อ่านหน่อยดิ

#19 By Maccaca_rhesus on 2007-12-23 16:40

มันวุ่นวายกว่าเดิมเพราะเอนทรี่นี้แหละครับ ตึงโป๊ะ!!sad smile

#18 By I [is am are] ก๋อง on 2007-12-23 16:36

เคยได้ยินมาค่ะ แต่ไม่รู้ ว่ามันคืออะไร

มากระจ่างก็ตอนเนี๊ย open-mounthed smile
เคยได้ยิน Chaos Theory จาก CSI ค่ะ (ฮา)
ดูจบแล้วแบบ โอ้ว อะไรของเมิงงงง
เดี๋ยวจะอ่านต่อละเอียดๆ อีกทีค่ะ

Hot!

#16 By เมพหมี shakri on 2007-12-23 15:21

เหมือนอ่านอะัไรสักอย่างที่อ่านไปหนึ่งคำก็ขำทีนึง
แต่ได้สาระสอดแทรกเป็นไส้หวานๆรสชาติกลมกล่อมด้วย
เอิ๊ก ... สงสัยนู๋จะเส้นตื้นไปหน่อย 55+
เข้าใจง่ายดีค่ะ

ดังนั้นรับดาวขาวบนวงกลมสีแดงโลดHot!

#15 By lullscreen on 2007-12-23 09:02

อธิบายเคออสให้เข้าใจง่ายดีค่ะ
แก้วซื้อชุด Introduction ที่มูลนิธิเด็ก(แต่ขายหนังสือหนัก)เอามาขาย มาลองอ่านดูแล้วย่อยง่ายดีเหมือนกันนะคะ มีเรื่อง จักรวาล โพสโมเดิร์น รวมไปจนถึง Chaos theory นี่ก็มี
อ่านสนุกดีค่ะ

#13 By แก้ว on 2007-12-23 08:25

สุดยอดเลยอ่า บลอกมีสาระ(กว่าเราเยอะ)จางเลยน๊า
โลกนี้มีอะไรที่เราไม่รู้อีกมากมายเนอะHot!
ถ้าเทียบกับชีวิตเรามันก้อแค่เรื่องเล็กๆ-*-
อืม..ที่แท้ เคออส เป็นเช่นนี้
ทฤษฎี ไร้ระเบียบ ไม่เรียบเฉย
แต่ส่งผล มหาศาล บานเบอะเลย
ตายละเหวย ทำอะไร ต้องระวัง
sad smile Hot! question

#11 By Ripley on 2007-12-23 07:05

พึ่งมาอ่านครั้งแรก น่าสนใจดีค่า
ทฤษฎีเคออส จำได้ว่าเคยได้ยินตอนเรียน global change - -Hot!

#10 By istardust787 on 2007-12-23 06:47

Hot! ให้ดาวก่อนเลย อิอิ
ตึงโป๊ะ...ชอบอะคำนี้ดูฮาดี
.
.
เห็นด้วยนะ 1 คะแนน 1 เสียงสามารถพลิกชีวิตของ
คนทั้งประเทศและชะตาชีวิตของประเทศได้เลยsad smile
.
.
สมัยนี้คนเรามักเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเสียเป็นส่วนใหญ่ น้อยที่จะมองถึงส่วนรวม...พรุ่งนี้ก็อยากให้คนทุกคนที่สามารถใช้สิทธิ์ได้ ...ก่อนจะกากอะไรลงไป..นึกถึงคนที่คุณรักว่า ตอนนี้ ณ เวลานี้ ..ชีวิตของเค้าและประเทศชาติอยู่ในกำมือของคุณแล้ว... big smile
.
.
big smile

#9 By ยูกิจัง on 2007-12-23 00:48

ขอบคุณที่ให้ความรู้น้า big smile

#8 By Choudate on 2007-12-23 00:41

ผมว่า ผมเคยได้ยินนะ กับ ทฤษฏี เคออส เนี้ย แต่จำไม่ได้ว่าได้ยินมาจากไหนแฮะ

ขอบคุณ ท่าน ปิงกรู ที่เขียนบทความทางวิชาการมาให้ได้ิอ่านกันตลอด หุ หุ

#7 By pornoak on 2007-12-23 00:30

บล๊อกแห่งความรู้ ขออ่านทีละเอนทรี่นะครับ
อ่านรวดเดียวสมองน้อยๆผม น๊อคแน่ๆ


แล้วก้อขอแอดเปงเฟเวอร์นะครับ ^^
confused smile

#6 By ★POSTMODERN★ on 2007-12-23 00:12

โห...คุณ ปิงกรู เป็น มนุษย์ที่สุดยอดมากๆเลยอะค่ะ จริงๆนะ ไม่ว่าจะเป็นมุข หรือเรื่องทฤษฎีที่ยกตัวอย่าง จนกระทั่งถึงเรื่องการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อ่านจนจบแล้วตื้นตันใจจริงๆ เอามาโยงกันได้ลงตัวมากๆค่ะ

(สมมติ)มันก็เหมือนกับตอนที่ เจอร์ราดถูกรูนีย์ชนตูดเบาๆ เลยสะดุดล้มทับเตเวซหน้ากรอบเขตโทษ กรรมการเห็นเป็นการตั้งใจจึงให้ใบแดงเจอร์ราดให้จุดโทษแมนยู รูนีย์เตะเข้าไป แมนยูขึ้นนำเป็นจ่าฝูงแชงอาร์เซนอลและได้แชมป์ในที่สุดตอนจบฤดูกาล sad smile

ตอนนี้ลิเวอร์พูลแข่งอยู่พอดีนี่นา -__- เหมือนคนบ้าบอลเลยชั้น

Hot! <<< ดาวดวงนี้จะต้องส่งผลระยะยาวกับบล็อกนี้ด้วยแน่ๆเลย คอมเมนท์นี้ก็ด้วยเหมือนที่คุณคนข้างบนบอกไง ฮ่าๆๆ

#5 By ire_u on 2007-12-22 22:32

บางเรื่องหนูก็ยังไม่เคยเรียนเลยค่ะ
แต่อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากๆเลยจ้า big smile


Hot!

#4 By HOMO(sap)IENS on 2007-12-22 22:27

ชอบดีๆ แต่แอบสงสัย

ทฤษฎีเคออส (Chaos Theory) ที่ว่า
มันก็ดูวุ่นวาย ดี แต่มันก็คือ
ความน่าจะเป็น + ตรรกศาสตร์ นะ ผมคิดว่า

ปล. เรียนมาแค่ศิลป คำนวณ เลยมีปัญญาคิดได้แค่แบบเลข เท่านั้นอะ sad smile

#3 By Shortcut n. on 2007-12-22 22:19

Hot! ลืมครับ Hot! Hot! Hot! ฟิ้ว ฟิ้วๆๆ
แย่งคำพูดผมไปหมดแล้วครับ sad smile ว่าจะพูดเรื่องเด็ดดอกไม้ซะหน่อย จ๋อยเลยเรา

แต่หาหอยยามค่ำคืนนี้ก๊ากกกกดีนะครับ ชอบๆๆ เล่นบ่อยๆก็ไม่เป็นไรหรอกครับ

ถ้างั้นหนึ่งคอมเมนท์ของผมวันนี้อาจจะทำให้ปิงกรูมีกำัลังใจในการเขียนบล็อกต่อไปเรื่อยๆ
จนวันหนึ่งสามารถรวมเล่มและได้รางวัลซีไรท์

เมื่อถึงเวลานั้นอย่าลืมหนึ่งคอมเมนท์ของผมนะquestion