- ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity Theory) ค้นพบโดยชาวยิวที่ชื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ครับ

- แหม...พูดอย่างนี้  ดูโง่เลยตู  ใครๆ เค้าก็รู้กันอยู่แล้วหล่ะลุงงง  เออ...แต่ถ้าใครไม่รู้จริงๆ แนะนำว่าตอนเรียนให้ตั้งใจเรียนมากกว่านี้ครับ

- แต่ถึงใครๆ จะบอกว่ารู้จักกันดีก็เหอะ  ทฤษฎีของไอน์สไตน์อ่ะ มันชื่อว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity) ว้อย ไม่ใช่ทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relationship)

- สัมพัทธภาพก็คือ เหตุการณ์หนึ่งๆ เราไม่จำเป็นต้องมองเห็นเป็นอย่างเดียวกันก็ได้

- แต่อีสัมพันธภาพนี่ มันแปลว่าความเกี่ยวข้องกันของสิ่งต่างๆ  ออกแนวมีความสัมพันธ์กันซะงั้น

- โห.. ความหมายโคตรจะแตกต่างกันขนาดนี้  แต่ทำไมชอบใช้ผิดกันจัง

- ไม่เป็นไรครับ เรามาค่อยๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพไปพร้อมๆ กันดีกว่า

.

- ทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้ อธิบายเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับเวลา และระหว่างมวลกับพลังงานครับ

- โดยจะมีทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปครับ แหมมม..ยังกะก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

- หากจะอธิบายทฤษฎีนี้แบบง่ายๆ ก็คือ...

- สมมุติ ถ้าเราปั่นจักรยานตูร์เดอฟรองซ์ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- แล้วก็มีอาม่าที่กำลังจะปั่นจักรยานไปตลาด

- ปั่นสวนทางเรามาจากทิศตรงข้ามด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- เราก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- โอ้...อาม่านี่ต้องเป็นยอดมนุษย์พรางตัวมาแน่ๆ  เอ้ย ไม่ใช่ คือเราจะมองเห็นอาม่ามีความเร็วเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

- แต่ถ้าเราเอาอาม่า ไปร่วมแข่งตูร์เดอฟรองซ์ด้วย โดยปั่นไปในทิศเดียวกับเรา

- เราก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็วน้อยกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เพราะเอามาหักล้างกัน

- แต่ถ้ามีคนยืนอยู่เฉยๆ มองดูอาม่าปั่นจักรยาน ก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นแหละ

- นี่ก็คือ สัมพัทธภาพไงครับ  เหตุการณ์หนึ่งๆ เราอาจมองเห็นไปได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมองยังไง ประมาณว่าแต่ละคนมีความแนวในตัวเองก็ว่าได้

.

- แต่ทว่า...มันไม่ใช่แค่นั้นสิครับพี่น้อง  เมื่อเราเอาไปเทียบกับกรณีของแสง

- แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที  ซึ่งถ้าให้แสงเดินทางรอบโลก 1 รอบ ซึ่งเป็นระยะทาง 40,000 กิโลเมตร

- แสงจะสามารถเดินทางรอบโลกได้ 7.5 รอบต่อ 1 วินาที

- แหม...อะไรมันจะเร็วชิบหายวายวอดขนาดนี้ใช่มั้ยครับ

- ในขณะที่โลกนั้นยังคงมีการหมุนรอบตัวเองไปทางทิศตะวันออก ด้วยความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาที

- ถ้าให้แสงเดินทางรอบโลก จากตะวันตก-ไปตะวันออก  และจากตะวันออก-ไปตะวันตก

- ปรากฏว่าความเร็วของแสงทั้งสองทิศทางเท่ากันซะงั้นตามการทดลองของไมเคิลสันกับมอร์เลย์  ความเร็วของแสงไม่ได้ถูกหักล้าง หรือเพิ่มขึ้นจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองแต่อย่างใดครับ

- ไอน์สไตน์ได้แสดงให้เห็นว่าระยะทางและเวลามีค่าสัมพัทธ์ กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงได้ตามความเร็วของผู้สังเกต จึงทำให้เห็นความเร็วของแสงคงที่

- ถ้ายากไป ก็ให้คิดประมาณว่าแสงมันมีความเป็นตัวของตัวเองสูงครับ ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงตัวตนของแสงได้

- หรือถ้าให้อาม่าหรือใครก็ตาม ไปปั่นจักรยานไล่ตามแสง หรือสวนทางกับแสง

- อาม่าก็จะยังเห็นแสงเดินทางด้วยความเร็วเท่าเดิมอยู่ดี ไม่ว่าอาม่าจะสามารถปั่นด้วยความเร็วเท่าจรวดก็ตาม

- นั่นก็คือแนวคิดสำคัญอีกอย่างหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพครับ  นั่นคือความไม่แปรเปลี่ยน (Invariance)

- ไม่ว่าใคร จะปั่นจักรยานตามแสงไปในทิศทางใด หรือความเร็วเท่าใดก็ตาม

- ต่างก็จะมองเห็นแสงวิ่งด้วยความเร็วคงที่เสมอ นี่คือการไม่แปรเปลี่ยนไงครับ

.

- นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ยังค้นพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในกรณีที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้แสงหรือเท่ากับแสง

- คือถ้าเราอยู่บนวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วมากๆ เวลาในวัตถุยิ่งช้าลง  แล้วจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างดูช้าลง

- อธิบายแบบรวบรัดคือ ยิ่งเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้แสงมากๆ เวลาของเราก็จะยิ่งเดินช้าลง ช้าลง

- และถ้าเราสามารถเดินทางในอัตราเร็วเท่ากับแสงแล้ว เวลาจะหยุดนิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดนิ่ง

- อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว...ให้เวลาขบคิด หนึ่งบรรทัดครับ

- (บรรทัดว่าง)

- โว้วววววววววว โดราเอมอนนนนนนน นี่มัน....มัน....ไทม์แมชชีนนี่หน่า

- สมมุติว่า ถ้าเราขึ้นไปนั่งเล่นบนจรวดความเร็ว 280,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเวลาสัก 1 ชั่วโมงแล้ว (ความเร็วแสงคือประมาณ 300,000 กม./ชม.)

- เมื่อเรากลับลงมาจากจรวดอีกครั้ง...เราอาจจะพบว่าโลกอาจจะหมุนไปแล้วเป็นสิบๆ ปีก็ได้นะ

- เนื่องจากเวลาในจรวดนั้นเดินช้าลงมาก เพราะความเร็วมีค่าเข้าใกล้แสง เวลารอบตัวนอกจรวดจึงเร็วกว่าเวลาบนจรวดหลายเท่าตัว

- เวลา 1 ชั่วโมงบนจรวด อาจจะเท่ากับเวลาบนโลกหลายสิบปี

- แต่นั่นก็ยังคงเป็นเรื่องของทฤษฎีครับ เพราะในความเป็นจริง คนเราไม่สามารถที่จะเดินทางในอัตราเร็วเท่ากับแสงได้

- อย่าว่าแต่เท่ากับแสงเลยครับ แค่ให้ได้ครึ่งหนึ่งของแสงก็ยังไม่สามารถทำได้

- แต่ว่านะ...นี่ขนาดเดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้แสงยังขนาดนี้ แล้วถ้าเราเดินทางด้วยอัตราเร็วเท่ากับแสงหล่ะ?

- หากเราสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงจริง จะส่งผลให้เวลาจะหยุดเดินครับ นั่นคือเวลากลายเป็นศูนย์

- ถ้าให้พูดแบบหนังกำลังภายใน ก็ประมาณมิติว่างเปล่าอ่ะนะ

- มีหลายคนเชื่อว่า นั่นคือความอมตะครับ

- แม้ในตอนนี้ มนุษย์จะยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปถึงยังจุดนั้นได้ แต่สักวันหนึ่ง มนุษย์จะต้องไปถึงได้แน่นอนครับ

- แต่ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าเมื่อถึงตอนนั้นจริงๆ มนุษย์จะเหยียบย่ำธรรมชาติไปแล้วเท่าไหร่กัน

.

- ในอีกประเด็นหนึ่งของสัมพัทธภาพที่กล่าวถึง คือ มวลสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน และพลังงานสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นมวลได้

- อธิบายได้ง่ายๆ ด้วยทฤษฎีอาม่าดังนี้ครับ...

- ถ้าเราเอาอาม่ามากลายร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่า แล้วให้แกลองเหาะด้วยความเร็วแสงแล้วหล่ะก็ มวลหรือน้ำหนักของอาม่าก็จะเพิ่มขึ้น

- ซึ่งมวลของอาม่าที่เพิ่มขึ้น ก็คือพลังงานจลน์นั่นเองครับ

- จะว่าไป ที่บอกว่ามวลจะเพิ่มขึ้นตามอัตราเร็วนั้นออกจะเชยไปนิดครับ

- เพราะในปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา) นักฟิสิกส์จะยึดหลักว่ามวลของระบบโดดเดี่ยวเป็นปริมาณที่ไม่แปรเปลี่ยน (Mass of an isolated system is an invariant)

- นั่นคือ ยิ่งเร็วอ่ะ มวลมันเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ความจริงแล้วมวลก็เท่าเดิมของมันนั่นแหละ ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรอก

- จากแนวความคิดเรื่องมวลและพลังงานนี้ มันได้กลายเป็นหลักการขั้นต้นในการสร้างระเบิดอะตอมหรือระเบิดนิวเคลียร์ครับ

- ซึ่งน่าแปลกที่ ทั้งสมการของทฤษฎีสัมพัทธภาพ มิได้กล่าวถึงการสร้างระเบิดขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

- การประยุกต์ความคิดและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาใช้นั้น เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า นั่นมันเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์หรือมีโทษประการใด

.

- แม้มนุษย์ จะสามารถคิดค้นทฤษฎีต่างๆ มาได้อย่างมากมาย เพื่อให้ตนสามารถเข้าใจธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น และเพื่อให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่ความสะดวกสบาย

- แต่อยากให้เราลองทบทวนกันอีกครั้ง ว่าขณะที่เรากำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ นั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ หยิบขนมอร่อยๆ เข้าปาก ยังมีคนอีกประมาณ 3 ใน 4 ของโลก ที่กำลังทุกข์ยากลำบาก อย่าว่าแต่ความสะดวกสบายที่มนุษย์ต้องการจะพัฒนาไปถึงเลย พวกเค้าแค่จะใช้ชีวิตให้รอดไปวันๆ ก็ยังยาก

- เทคโนโลยีคืออะไร วิทยาศาสตร์คืออะไร มนุษย์ตั้งแต่ยุครู้แจ้งจวบจนกระทั่งปัจจุบันต่างแสวงหา

- มนุษย์ต้องการที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติ หรือว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เพียงแค่อยากจะเอาชนะธรรมชาติเท่านั้นเอง

 .

.
สปช. ทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ผมอธิบายมาทั้งหมดนี้ ยังไม่ครบถ้วนและลงลึกเท่าของจริงครับ ยังคงมีอีกหลายกรณีที่น่าสนใจเขียนไว้ เช่น กาลอวกาศ เวกเตอร์ของเวลา หรือแม้กระทั่งการย้อนอดีต ฯลฯ

กกน. แม้ว่าไอน์สไตน์นั้นจะได้ตายห่าไปหลายปีแล้วก็ตาม ก็ยังมีการตรวจสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพเรื่อยมา จวบจนกระทั่งปัจจุบันครับ ทำให้พบข้อมูลที่ขัดกับหลักสัมพัทธภาพมาพอสมควรครับ คือมันยังไม่แน่นอน 100% เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อแม้ว่าคนพูดจะเป็นอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ก็ตามที 

กพอ. สุดท้ายนี้ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมก็ขอรับผิดไว้ด้วยประการทั้งปวงครับ เพราะผมเป็นเพียงแค่ผู้ที่สนใจวิทยาศาสตร์ มิใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ  หากมีข้อผิดพลาด ก็คงจะเนื่องมาจากผมไม่ได้ศึกษามาอย่างถ่องแท้ แถมยังใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวในการเขียนอีกต่างหาก

 

Comment

Comment:

Tweet

แนะนำให้อ่านหนังสือ จักรวาลในเปลือกนัท ของ สตีเฟน ฮอว์คิงครับ สำหรับผู้สนใจเรื่องเวลาเช่นเดียวกับผม
ขอบอกว่า มีความน่าสนุกอย่างยิ่งยวดครับ ได้มีกาลทดลองกับมวลอะตอมและ คว๊าก แล้วนะครับ ว่า เมื่อเร่งความเร็วไปเท่าแสงแล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้น จะพบได้ว่า ไม่มีสสารใดในโลกที่เร็วกว่าแสงได้ แม้กระทั่งมวลอะตอมและคว๊าก นี่เป็นจุดสิ้นสุดการวิจัยที่ผมได้ศึกษามาครับ เรื่องนี้น่าสนุกและผมก็ยังติดตามอยู่เรื่อยๆครับ
เพียงแต่ ตามจินตนาการของไอน์สไตล์ กล่าวไว้ว่า เมื่อเรามีความเร็วเท่าแสง เวลาจะหยุดนิ่ง และจะเกิดการหักเหจนเป็น รูหนอน ช่วงเวลา นั่นเอง อาจทำให้เรา ข้ามช่วงเวลาได้ แต่ไม่สามารถกำหนดจุดตกได้ครับ
ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก หนังสือของ สตีเฟน ฮอว์คิงนะครับ ^^ ชอบกระทู้นี้ครับ ขอบคุณมาก

#19 By MCM-3-Master on 2010-06-11 14:52

ชอบทฤษฎีอาม่ามากกกกกเลยค่ะ

ไม่เคยอ่านไรยาวๆมาก่อน

พอมาเจอ อาม่าซิ่ง ของคุณ

มินนี่อาเพลินไปเลยค่ะ

เข้าใจไรมากขึ้นด้วย

สุดยอดๆๆๆๆๆ

เมื่อวานเค้าทดลอง LHC

นึกว่าจะตายกันหมดโลกเสียแร้ววว

ถ้ามันได้ผลจิงๆก้อดีสิคะ

จะได้ย้อนเวลาไปอดีตได้อย่างที่คุณว่า

big smile

#18 By มินนี่มัส (61.7.142.70) on 2008-09-11 12:11

อ่านเข้าใจดี สนุกดีด้วย ชอบค่ะ

#17 By bigfish (202.12.73.20) on 2008-07-12 12:27

(- มนุษย์ต้องการที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติ หรือว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เพียงแค่อยากจะเอาชนะธรรมชาติเท่านั้นเอง)
ถ้าตามแนวคิด ฟรอยด์ มนุดอยากจะเข้าใจเพื่อที่จะเอาชนะครับ...

#16 By piyo_kung (124.121.6.115) on 2008-05-08 23:41

ชอบค่ะ มีสาระดี ขอแอดนะเจ้าคะ

#15 By เทีนไข (222.123.238.27) on 2007-12-02 12:17

ตอบเรื่องการย้อนอดีตหรือการไหลกลับของเวลานะครับ
**ความจริงตูก็ไม่ได้ศึกษามาอย่างถี่ถ้วนเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยสนใจฟิสิกส์ แต่ดันชอบไอน์สไตน์

เท่าที่เคยอ่านมาผ่านๆ มานะครับ สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่ที่เกิดประจำก็คือ ขั้นแรกเราก็แค่เดินทางให้ได้ความเร็วแสง ออกนอกโลกก่อนนะ

อืมมม..แล้วจะส่งผลให้อนุภาคเราสลาย เมื่อถึงจุดหนึ่ง สมมุติว่าเป็นจุดสุดขอบจักรวาลละกัน มันก็จะเกิดการไหลย้อนกลับทันที หรือการไหลย้อนของเวลา

เมื่อเรากลับมายังโลกอีกครั้ง จะส่งผลให้โลกกลับเป็นอดีต

อืมมม..จะว่าไป มันก็อาจจะดูขัดๆ กันพิกลนะ แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่ออย่างนั้น

อ้างว่าดูจากลูกอุกาบาตที่ตกลงมายังโลก นักวิทยาศาสตร์บอกว่า มันเคยมาที่โลกครั้งหนึ่งแล้ว

#14 By ปิงกรู on 2007-11-17 17:29

ขอพูดเรื่องการย้อนอดีตนะคะ

(ออกตัวก่อนว่า ตอนที่เรียนก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรลึกซึ้งมากมาย เลยอาจจะเข้าใจทฤษฎีผิดๆถูกๆไปบ้างนะคะ)

ถึงตอนนี้ก็ยังสงสัยว่าทำไมถึงได้คิดกันว่า ถ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงแล้วจะย้อนกลับไปยังอดีตได้

ถ้าเราเทค limit ความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงแล้ว ช่วงเวลาก็จะเข้าใกล้ 0 แต่ยังไงก็ไม่กลับย้อนไปติดลบอะค่ะ ก็เลยสงสัยว่าแล้วมันจะย้อนอดีตได้ยังไง
ขอบคุณที่ไปเยี่ยมเยือนคะ
เข้ามาอ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะทิ้งร้าง 30กว่าปีเห็นจะได้ แต่บทความน่าสนใจนะคะจะแวะมาอ่านเรื่อยๆคะ

#11 By MayaKniGht on 2007-11-09 22:39

นั่นน่ะสินะ
สิ่งใดมีคุณอนันต์อาจมีโทษมหันต์ก็เป็นได้
เข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช่ทำลายธรรมชาติ

**เรื่องราวน่าสนใจดีนะคะ

#9 By antzzer on 2007-11-09 20:44

ชอบค่ะ มีสาระดี ขอแอดนะเจ้าคะ

ทฤษฏีอาม่า confused smile
oh my god มันเกี่ยวกันได้ confused smile

#7 By My Goddy on 2007-11-09 20:27

สุดยอด...wink
คุนคิดได้ไงคะเนี่ย...อ่านแร้วเพลินจิงๆ..confused smile

#6 By B3b3rRy on 2007-11-09 20:24

aMAzing(อ่านว่า อาม่าซิ่ง)
พออ่านแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามันสุดยอด
แต่ทำไมเวลาใช้อธิบายตอนเรียนถึงเอ๋อๆงงๆก็ไม่รู้ - -"

#5 By technikos on 2007-11-09 19:57

เราเองไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อน
จนได้มาอ่านบล๊อกของคุณ obvious in Mean

ทำให้อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องทฤษดี ( หาดอชะดาไม่เจอ คับ โทดที)สัมพัทธภาพอีก ซึ่งแต่ก่อนเราเรียกมันว่า สัมพันธภาพ

แต่หากเราไปศึกษาค้นคว้าเอง คงได้หลับคากองตำราเป็นแน่ แต่คุน obvious in Mean ได้เอามาประกอบกับทฤษฎีอาม่า( หาเจอแล้ว ) ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ส่วนเรื่องการเดินทางด้วยความเร็วแสง จากที่คุณ LiTTLe ได้อธิบายเอาไว้ ยิ่งใกล้ค่าความเร็วแสงเท่าไหร่ มวลก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น นั่นคือ ปถุชนอย่างพวกเรามิสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงได้

แต่ไม่แน่หรอกคับ จากการที่เราได้อ่านการ์ตูนหลายๆเรื่อง ที่ได้กล่าวถึงไทม์แมชชีนเอาไว้ อย่างเรื่องโดราเอม่อน ที่ไม่ได้อธิบายหลักการและทฤษฎีเอาไว้ และอีกหลายๆเรื่อง ที่พยายามค้นคว้าข้อมูลมาเพื่อให้คอการ์ตูนอย่างเรา(หมายถึงเรา)รู้ถึงข้อเท็จจริงมากที่สุด นั่นคือมนุษย์ทำมะด๊าธรรมดาอย่างพวกเรา ยังสนใจเรื่องแบบนี้อยู่ (ไม่อยากพิมพ์คำนั้นแล้ว ยกแคร่บ่อยเหลือเกิน)

ไอสไตน์ ท่านได้กล่าวเอาไว้ "เรื่องที่มนุษย์สามารถจินตตนาการได้ มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้" (ขอบคุณเรื่องวันพีช ที่ให้ข้อมูล)
อีกหลายหลายปีข้างหน้า เครื่องไทม์แมชชีนอาจจะมีตัวตน ให้คนอย่างเราๆได้ใช้งานจริงๆก้ได้นะคับ

แค่ที่คุณ obvious in Mean กล่าว เทคโนโลยีในอนาคตอาจจะทำลายธรรมชาติไปมากแล้วก็ได้ ถึงวันนั้น ใครๆคงอยากนั่งไทม์แมชชีนกลับมา เพื่อรักษาธรรมชาติของเขาให้ รุ่นเขาได้ดูแล





อย่าปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดขนาดนั้นเลยคับเพื่อนมนุษย์ มาช่วยกันดูแลตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปคิดเรื่องเวลา-แสง-การเดินทางข้ามมิติอะไรนั่นให้ปวดหัว


ps. นอกเรื่องซะยาว แต่ขอบคุณ"คุณ obvious in Mean " มากคับ ที่ให้ข้อคิดดีๆ

#4 By fueyZ on 2007-11-09 17:48

โอ้ ชอบเรื่องราววิทยาศาตร์แบบนี้ค่ะ
มีประโยชน์ ได้ความรูและสนุกbig smile

#3 By 天の人 on 2007-11-09 17:46

มวลที่เพิ่มขึ้นคือพลังงานครับ
เพราะมนุษย์ไม่สามารถแบกรับพลังงานมหาศาลเหล่านั้นได้ จึงไม่สามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงได้ครับ

แต่ในปัจจุบัน มีการพัฒนาชุด อย่างชุดอวกาศ ที่สามารถป้องกันสภาพต่างๆ แก่ผู้สวมใส่ได้ดี ทั้งอุณภูมิ สารกัมมันตรังสี รวมทั้งพลังงานครับ

เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรแน่นอนในอนาคตครับ ทุกสิ่งเป็นไปได้

#2 By ปิงกรู on 2007-11-09 17:17

ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ การเดินทางด้วยความเร็วแสงเป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ยิ่งเร่งความเร็วเข้าใกล้ความเร็สแสงมากเท่าไร มวลยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
และเมื่อความเร็วเท่าแสง มวลจะมีค่าเป็นอนันต์
ทำให้ต้องใช้พลังงานในการเร่งความเร็วมากขึ้น จนเป็นอนันต์ด้วยเช่นกัน

ครับ

ที่จริงจากการทดลองต่อมาจนถึงปัจจุบันทำให้ทราบว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพเองก็มีช่องโหว่เยอะมากเหมือนกัน
และยังไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้ถูกต้องทั้งหมด หรือเป็นทฤษฎีเอกภาพอย่างแท้จริง

#1 By LiTTLe on 2007-11-09 17:04