- ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity Theory) ค้นพบโดยชาวยิวที่ชื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ครับ

- แหม...พูดอย่างนี้  ดูโง่เลยตู  ใครๆ เค้าก็รู้กันอยู่แล้วหล่ะลุงงง  เออ...แต่ถ้าใครไม่รู้จริงๆ แนะนำว่าตอนเรียนให้ตั้งใจเรียนมากกว่านี้ครับ

- แต่ถึงใครๆ จะบอกว่ารู้จักกันดีก็เหอะ  ทฤษฎีของไอน์สไตน์อ่ะ มันชื่อว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity) ว้อย ไม่ใช่ทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relationship)

- สัมพัทธภาพก็คือ เหตุการณ์หนึ่งๆ เราไม่จำเป็นต้องมองเห็นเป็นอย่างเดียวกันก็ได้

- แต่อีสัมพันธภาพนี่ มันแปลว่าความเกี่ยวข้องกันของสิ่งต่างๆ  ออกแนวมีความสัมพันธ์กันซะงั้น

- โห.. ความหมายโคตรจะแตกต่างกันขนาดนี้  แต่ทำไมชอบใช้ผิดกันจัง

- ไม่เป็นไรครับ เรามาค่อยๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพไปพร้อมๆ กันดีกว่า

.

- ทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้ อธิบายเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับเวลา และระหว่างมวลกับพลังงานครับ

- โดยจะมีทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปครับ แหมมม..ยังกะก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

- หากจะอธิบายทฤษฎีนี้แบบง่ายๆ ก็คือ...

- สมมุติ ถ้าเราปั่นจักรยานตูร์เดอฟรองซ์ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- แล้วก็มีอาม่าที่กำลังจะปั่นจักรยานไปตลาด

- ปั่นสวนทางเรามาจากทิศตรงข้ามด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- เราก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- โอ้...อาม่านี่ต้องเป็นยอดมนุษย์พรางตัวมาแน่ๆ  เอ้ย ไม่ใช่ คือเราจะมองเห็นอาม่ามีความเร็วเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

- แต่ถ้าเราเอาอาม่า ไปร่วมแข่งตูร์เดอฟรองซ์ด้วย โดยปั่นไปในทิศเดียวกับเรา

- เราก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็วน้อยกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เพราะเอามาหักล้างกัน

- แต่ถ้ามีคนยืนอยู่เฉยๆ มองดูอาม่าปั่นจักรยาน ก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นแหละ

- นี่ก็คือ สัมพัทธภาพไงครับ  เหตุการณ์หนึ่งๆ เราอาจมองเห็นไปได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมองยังไง ประมาณว่าแต่ละคนมีความแนวในตัวเองก็ว่าได้

.

- แต่ทว่า...มันไม่ใช่แค่นั้นสิครับพี่น้อง  เมื่อเราเอาไปเทียบกับกรณีของแสง

- แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที  ซึ่งถ้าให้แสงเดินทางรอบโลก 1 รอบ ซึ่งเป็นระยะทาง 40,000 กิโลเมตร

- แสงจะสามารถเดินทางรอบโลกได้ 7.5 รอบต่อ 1 วินาที

- แหม...อะไรมันจะเร็วชิบหายวายวอดขนาดนี้ใช่มั้ยครับ

- ในขณะที่โลกนั้นยังคงมีการหมุนรอบตัวเองไปทางทิศตะวันออก ด้วยความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาที

- ถ้าให้แสงเดินทางรอบโลก จากตะวันตก-ไปตะวันออก  และจากตะวันออก-ไปตะวันตก

- ปรากฏว่าความเร็วของแสงทั้งสองทิศทางเท่ากันซะงั้นตามการทดลองของไมเคิลสันกับมอร์เลย์  ความเร็วของแสงไม่ได้ถูกหักล้าง หรือเพิ่มขึ้นจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองแต่อย่างใดครับ

- ไอน์สไตน์ได้แสดงให้เห็นว่าระยะทางและเวลามีค่าสัมพัทธ์ กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงได้ตามความเร็วของผู้สังเกต จึงทำให้เห็นความเร็วของแสงคงที่

- ถ้ายากไป ก็ให้คิดประมาณว่าแสงมันมีความเป็นตัวของตัวเองสูงครับ ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงตัวตนของแสงได้

- หรือถ้าให้อาม่าหรือใครก็ตาม ไปปั่นจักรยานไล่ตามแสง หรือสวนทางกับแสง

- อาม่าก็จะยังเห็นแสงเดินทางด้วยความเร็วเท่าเดิมอยู่ดี ไม่ว่าอาม่าจะสามารถปั่นด้วยความเร็วเท่าจรวดก็ตาม

- นั่นก็คือแนวคิดสำคัญอีกอย่างหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพครับ  นั่นคือความไม่แปรเปลี่ยน (Invariance)

- ไม่ว่าใคร จะปั่นจักรยานตามแสงไปในทิศทางใด หรือความเร็วเท่าใดก็ตาม

- ต่างก็จะมองเห็นแสงวิ่งด้วยความเร็วคงที่เสมอ นี่คือการไม่แปรเปลี่ยนไงครับ

.

- นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ยังค้นพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในกรณีที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้แสงหรือเท่ากับแสง

- คือถ้าเราอยู่บนวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วมากๆ เวลาในวัตถุยิ่งช้าลง  แล้วจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างดูช้าลง

- อธิบายแบบรวบรัดคือ ยิ่งเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้แสงมากๆ เวลาของเราก็จะยิ่งเดินช้า