- ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity Theory) ค้นพบโดยชาวยิวที่ชื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ครับ

- แหม...พูดอย่างนี้  ดูโง่เลยตู  ใครๆ เค้าก็รู้กันอยู่แล้วหล่ะลุงงง  เออ...แต่ถ้าใครไม่รู้จริงๆ แนะนำว่าตอนเรียนให้ตั้งใจเรียนมากกว่านี้ครับ

- แต่ถึงใครๆ จะบอกว่ารู้จักกันดีก็เหอะ  ทฤษฎีของไอน์สไตน์อ่ะ มันชื่อว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity) ว้อย ไม่ใช่ทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relationship)

- สัมพัทธภาพก็คือ เหตุการณ์หนึ่งๆ เราไม่จำเป็นต้องมองเห็นเป็นอย่างเดียวกันก็ได้

- แต่อีสัมพันธภาพนี่ มันแปลว่าความเกี่ยวข้องกันของสิ่งต่างๆ  ออกแนวมีความสัมพันธ์กันซะงั้น

- โห.. ความหมายโคตรจะแตกต่างกันขนาดนี้  แต่ทำไมชอบใช้ผิดกันจัง

- ไม่เป็นไรครับ เรามาค่อยๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพไปพร้อมๆ กันดีกว่า

.

- ทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้ อธิบายเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับเวลา และระหว่างมวลกับพลังงานครับ

- โดยจะมีทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปครับ แหมมม..ยังกะก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

- หากจะอธิบายทฤษฎีนี้แบบง่ายๆ ก็คือ...

- สมมุติ ถ้าเราปั่นจักรยานตูร์เดอฟรองซ์ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- แล้วก็มีอาม่าที่กำลังจะปั่นจักรยานไปตลาด

- ปั่นสวนทางเรามาจากทิศตรงข้ามด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- เราก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

- โอ้...อาม่านี่ต้องเป็นยอดมนุษย์พรางตัวมาแน่ๆ  เอ้ย ไม่ใช่ คือเราจะมองเห็นอาม่ามีความเร็วเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

- แต่ถ้าเราเอาอาม่า ไปร่วมแข่งตูร์เดอฟรองซ์ด้วย โดยปั่นไปในทิศเดียวกับเรา

- เราก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็วน้อยกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เพราะเอามาหักล้างกัน

- แต่ถ้ามีคนยืนอยู่เฉยๆ มองดูอาม่าปั่นจักรยาน ก็จะมองเห็นอาม่าปั่นด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นแหละ

- นี่ก็คือ สัมพัทธภาพไงครับ  เหตุการณ์หนึ่งๆ เราอาจมองเห็นไปได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมองยังไง ประมาณว่าแต่ละคนมีความแนวในตัวเองก็ว่าได้

.

- แต่ทว่า...มันไม่ใช่แค่นั้นสิครับพี่น้อง  เมื่อเราเอาไปเทียบกับกรณีของแสง

- แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที  ซึ่งถ้าให้แสงเดินทางรอบโลก 1 รอบ ซึ่งเป็นระยะทาง 40,000 กิโลเมตร

- แสงจะสามารถเดินทางรอบโลกได้ 7.5 รอบต่อ 1 วินาที

- แหม...อะไรมันจะเร็วชิบหายวายวอดขนาดนี้ใช่มั้ยครับ

- ในขณะที่โลกนั้นยังคงมีการหมุนรอบตัวเองไปทางทิศตะวันออก ด้วยความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาที

- ถ้าให้แสงเดินทางรอบโลก จากตะวันตก-ไปตะวันออก  และจากตะวันออก-ไปตะวันตก

- ปรากฏว่าความเร็วของแสงทั้งสองทิศทางเท่ากันซะงั้นตามการทดลองของไมเคิลสันกับมอร์เลย์  ความเร็วของแสงไม่ได้ถูกหักล้าง หรือเพิ่มขึ้นจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองแต่อย่างใดครับ

- ไอน์สไตน์ได้แสดงให้เห็นว่าระยะทางและเวลามีค่าสัมพัทธ์ กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงได้ตามความเร็วของผู้สังเกต จึงทำให้เห็นความเร็วของแสงคงที่

- ถ้ายากไป ก็ให้คิดประมาณว่าแสงมันมีความเป็นตัวของตัวเองสูงครับ ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงตัวตนของแสงได้

- หรือถ้าให้อาม่าหรือใครก็ตาม ไปปั่นจักรยานไล่ตามแสง หรือสวนทางกับแสง

- อาม่าก็จะยังเห็นแสงเดินทางด้วยความเร็วเท่าเดิมอยู่ดี ไม่ว่าอาม่าจะสามารถปั่นด้วยความเร็วเท่าจรวดก็ตาม

- นั่นก็คือแนวคิดสำคัญอีกอย่างหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพครับ  นั่นคือความไม่แปรเปลี่ยน (Invariance)

- ไม่ว่าใคร จะปั่นจักรยานตามแสงไปในทิศทางใด หรือความเร็วเท่าใดก็ตาม

- ต่างก็จะมองเห็นแสงวิ่งด้วยความเร็วคงที่เสมอ นี่คือการไม่แปรเปลี่ยนไงครับ

.

- นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ยังค้นพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในกรณีที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้แสงหรือเท่ากับแสง

- คือถ้าเราอยู่บนวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วมากๆ เวลาในวัตถุยิ่งช้าลง  แล้วจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างดูช้าลง

- อธิบายแบบรวบรัดคือ ยิ่งเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้แสงมากๆ เวลาของเราก็จะยิ่งเดินช้าลง ช้าลง

- และถ้าเราสามารถเดินทางในอัตราเร็วเท่ากับแสงแล้ว เวลาจะหยุดนิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดนิ่ง

- อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว...ให้เวลาขบคิด หนึ่งบรรทัดครับ

- (บรรทัดว่าง)

- โว้วววววววววว โดราเอมอนนนนนนน นี่มัน....มัน....ไทม์แมชชีนนี่หน่า

- สมมุติว่า ถ้าเราขึ้นไปนั่งเล่นบนจรวดความเร็ว 280,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเวลาสัก 1 ชั่วโมงแล้ว (ความเร็วแสงคือประมาณ 300,000 กม./ชม.)

- เมื่อเรากลับลงมาจากจรวดอีกครั้ง...เราอาจจะพบว่าโลกอาจจะหมุนไปแล้วเป็นสิบๆ ปีก็ได้นะ

- เนื่องจากเวลาในจรวดนั้นเดินช้าลงมาก เพราะความเร็วมีค่าเข้าใกล้แสง เวลารอบตัวนอกจรวดจึงเร็วกว่าเวลาบนจรวดหลายเท่าตัว

- เวลา 1 ชั่วโมงบนจรวด อาจจะเท่ากับเวลาบนโลกหลายสิบปี

- แต่นั่นก็ยังคงเป็นเรื่องของทฤษฎีครับ เพราะในความเป็นจริง คนเราไม่สามารถที่จะเดินทางในอัตราเร็วเท่ากับแสงได้

- อย่าว่าแต่เท่ากับแสงเลยครับ แค่ให้ได้ครึ่งหนึ่งของแสงก็ยังไม่สามารถทำได้

- แต่ว่านะ...นี่ขนาดเดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้แสงยังขนาดนี้ แล้วถ้าเราเดินทางด้วยอัตราเร็วเท่ากับแสงหล่ะ?

- หากเราสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงจริง จะส่งผลให้เวลาจะหยุดเดินครับ นั่นคือเวลากลายเป็นศูนย์

- ถ้าให้พูดแบบหนังกำลังภายใน ก็ประมาณมิติว่างเปล่าอ่ะนะ

- มีหลายคนเชื่อว่า นั่นคือความอมตะครับ

- แม้ในตอนนี้ มนุษย์จะยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปถึงยังจุดนั้นได้ แต่สักวันหนึ่ง มนุษย์จะต้องไปถึงได้แน่นอนครับ

- แต่ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าเมื่อถึงตอนนั้นจริงๆ มนุษย์จะเหยียบย่ำธรรมชาติไปแล้วเท่าไหร่กัน

.

- ในอีกประเด็นหนึ่งของสัมพัทธภาพที่กล่าวถึง คือ มวลสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน และพลังงานสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นมวลได้

- อธิบายได้ง่ายๆ ด้วยทฤษฎีอาม่าดังนี้ครับ...

- ถ้าเราเอาอาม่ามากลายร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่า แล้วให้แกลองเหาะด้วยความเร็วแสงแล้วหล่ะก็ มวลหรือน้ำหนักของอาม่าก็จะเพิ่มขึ้น

- ซึ่งมวลของอาม่าที่เพิ่มขึ้น ก็คือพลังงานจลน์นั่นเองครับ

- จะว่าไป ที่บอกว่ามวลจะเพิ่มขึ้นตามอัตราเร็วนั้นออกจะเชยไปนิดครับ

- เพราะในปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา) นักฟิสิกส์จะยึดหลักว่ามวลของระบบโดดเดี่ยวเป็นปริมาณที่ไม่แปรเปลี่ยน (Mass of an isolated system is an invariant)

- นั่นคือ ยิ่งเร็วอ่ะ มวลมันเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ความจริงแล้วมวลก็เท่าเดิมของมันนั่นแหละ ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรอก

- จากแนวความคิดเรื่องมวลและพลังงานนี้ มันได้กลายเป็นหลักการขั้นต้นในการสร้างระเบิดอะตอมหรือระเบิดนิวเคลียร์ครับ

- ซึ่งน่าแปลกที่ ทั้งสมการของทฤษฎีสัมพัทธภาพ มิได้กล่าวถึงการสร้างระเบิดขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

- การประยุกต์ความคิดและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาใช้นั้น เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า นั่นมันเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์หรือมีโทษประการใด

.

- แม้มนุษย์ จะสามารถคิดค้นทฤษฎีต่างๆ มาได้อย่างมากมาย เพื่อให้ตนสามารถเข้าใจธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น และเพื่อให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่ความสะดวกสบาย

- แต่อยากให้เราลองทบทวนกันอีกครั้ง ว่าขณะที่เรากำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ นั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ หยิบขนมอร่อยๆ เข้าปาก ยังมีคนอีกประมาณ 3 ใน 4 ของโลก ที่กำลังทุกข์ยากลำบาก อย่าว่าแต่ความสะดวกสบายที่มนุษย์ต้องการจะพัฒนาไปถึงเลย พวกเค้าแค่จะใช้ชีวิตให้รอดไปวันๆ ก็ยังยาก

- เทคโนโลยีคืออะไร วิทยาศาสตร์คืออะไร มนุษย์ตั้งแต่ยุครู้แจ้งจวบจนกระทั่งปัจจุบันต่างแสวงหา

- มนุษย์ต้องการที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติ หรือว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เพียงแค่อยากจะเอาชนะธรรมชาติเท่านั้นเอง

 .

.
สปช. ทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ผมอธิบายมาทั้งหมดนี้ ยังไม่ครบถ้วนและลงลึกเท่าของจริงครับ ยังคงมีอีกหลายกรณีที่น่าสนใจเขียนไว้ เช่น กาลอวกาศ เวกเตอร์ของเวลา หรือแม้กระทั่งการย้อนอดีต ฯลฯ

กกน. แม้ว่าไอน์สไตน์นั้นจะได้ตายห่าไปหลายปีแล้วก็ตาม ก็ยังมีการตรวจสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพเรื่อยมา จวบจนกระทั่งปัจจุบันครับ ทำให้พบข้อมูลที่ขัดกับหลักสัมพัทธภาพมาพอสมควรครับ คือมันยังไม่แน่นอน 100% เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อแม้ว่าคนพูดจะเป็นอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ก็ตามที 

กพอ. สุดท้ายนี้ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมก็ขอรับผิดไว้ด้วยประการทั้งปวงครับ เพราะผมเป็นเพียงแค่ผู้ที่สนใจวิทยาศาสตร์ มิใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ  หากมีข้อผิดพลาด ก็คงจะเนื่องมาจากผมไม่ได้ศึกษามาอย่างถ่องแท้ แถมยังใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวในการเขียนอีกต่างหาก

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ การเดินทางด้วยความเร็วแสงเป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ยิ่งเร่งความเร็วเข้าใกล้ความเร็สแสงมากเท่าไร มวลยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
และเมื่อความเร็วเท่าแสง มวลจะมีค่าเป็นอนันต์
ทำให้ต้องใช้พลังงานในการเร่งความเร็วมากขึ้น จนเป็นอนันต์ด้วยเช่นกัน

ครับ

ที่จริงจากการทดลองต่อมาจนถึงปัจจุบันทำให้ทราบว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพเองก็มีช่องโหว่เยอะมากเหมือนกัน
และยังไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้ถูกต้องทั้งหมด หรือเป็นทฤษฎีเอกภาพอย่างแท้จริง

#1 By LiTTLe on 2007-11-09 17:04

มวลที่เพิ่มขึ้นคือพลังงานครับ
เพราะมนุษย์ไม่สามารถแบกรับพลังงานมหาศาลเหล่านั้นได้ จึงไม่สามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงได้ครับ

แต่ในปัจจุบัน มีการพัฒนาชุด อย่างชุดอวกาศ ที่สามารถป้องกันสภาพต่างๆ แก่ผู้สวมใส่ได้ดี ทั้งอุณภูมิ สารกัมมันตรังสี รวมทั้งพลังงานครับ

เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรแน่นอนในอนาคตครับ ทุกสิ่งเป็นไปได้

#2 By ปิงกรู on 2007-11-09 17:17

โอ้ ชอบเรื่องราววิทยาศาตร์แบบนี้ค่ะ
มีประโยชน์ ได้ความรูและสนุกbig smile

#3 By 天の人 on 2007-11-09 17:46

เราเองไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อน
จนได้มาอ่านบล๊อกของคุณ obvious in Mean

ทำให้อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องทฤษดี ( หาดอชะดาไม่เจอ คับ โทดที)สัมพัทธภาพอีก ซึ่งแต่ก่อนเราเรียกมันว่า สัมพันธภาพ

แต่หากเราไปศึกษาค้นคว้าเอง คงได้หลับคากองตำราเป็นแน่ แต่คุน obvious in Mean ได้เอามาประกอบกับทฤษฎีอาม่า( หาเจอแล้ว ) ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ส่วนเรื่องการเดินทางด้วยความเร็วแสง จากที่คุณ LiTTLe ได้อธิบายเอาไว้ ยิ่งใกล้ค่าความเร็วแสงเท่าไหร่ มวลก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น นั่นคือ ปถุชนอย่างพวกเรามิสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงได้

แต่ไม่แน่หรอกคับ จากการที่เราได้อ่านการ์ตูนหลายๆเรื่อง ที่ได้กล่าวถึงไทม์แมชชีนเอาไว้ อย่างเรื่องโดราเอม่อน ที่ไม่ได้อธิบายหลักการและทฤษฎีเอาไว้ และอีกหลายๆเรื่อง ที่พยายามค้นคว้าข้อมูลมาเพื่อให้คอการ์ตูนอย่างเรา(หมายถึงเรา)รู้ถึงข้อเท็จจริงมากที่สุด นั่นคือมนุษย์ทำมะด๊าธรรมดาอย่างพวกเรา ยังสนใจเรื่องแบบนี้อยู่ (ไม่อยากพิมพ์คำนั้นแล้ว ยกแคร่บ่อยเหลือเกิน)

ไอสไตน์ ท่านได้กล่าวเอาไว้ "เรื่องที่มนุษย์สามารถจินตตนาการได้ มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้" (ขอบคุณเรื่องวันพีช ที่ให้ข้อมูล)
อีกหลายหลายปีข้างหน้า เครื่องไทม์แมชชีนอาจจะมีตัวตน ให้คนอย่างเราๆได้ใช้งานจริงๆก้ได้นะคับ

แค่ที่คุณ obvious in Mean กล่าว เทคโนโลยีในอนาคตอาจจะทำลายธรรมชาติไปมากแล้วก็ได้ ถึงวันนั้น ใครๆคงอยากนั่งไทม์แมชชีนกลับมา เพื่อรักษาธรรมชาติของเขาให้ รุ่นเขาได้ดูแล





อย่าปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดขนาดนั้นเลยคับเพื่อนมนุษย์ มาช่วยกันดูแลตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปคิดเรื่องเวลา-แสง-การเดินทางข้ามมิติอะไรนั่นให้ปวดหัว


ps. นอกเรื่องซะยาว แต่ขอบคุณ"คุณ obvious in Mean " มากคับ ที่ให้ข้อคิดดีๆ

#4 By fueyz on 2007-11-09 17:48

aMAzing(อ่านว่า อาม่าซิ่ง)
พออ่านแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามันสุดยอด
แต่ทำไมเวลาใช้อธิบายตอนเรียนถึงเอ๋อๆงงๆก็ไม่รู้ - -"

#5 By TeChNiKoS[9.9796] on 2007-11-09 19:57

สุดยอด...wink
คุนคิดได้ไงคะเนี่ย...อ่านแร้วเพลินจิงๆ..confused smile

#6 By B3b3rRy on 2007-11-09 20:24

oh my god มันเกี่ยวกันได้ confused smile

#7 By My Goddy on 2007-11-09 20:27

ชอบค่ะ มีสาระดี ขอแอดนะเจ้าคะ

ทฤษฏีอาม่า confused smile
นั่นน่ะสินะ
สิ่งใดมีคุณอนันต์อาจมีโทษมหันต์ก็เป็นได้
เข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช่ทำลายธรรมชาติ

**เรื่องราวน่าสนใจดีนะคะ

#9 By antzzer on 2007-11-09 20:44

ขอบคุณที่ไปเยี่ยมเยือนคะ
เข้ามาอ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะทิ้งร้าง 30กว่าปีเห็นจะได้ แต่บทความน่าสนใจนะคะจะแวะมาอ่านเรื่อยๆคะ

#11 By MayaKniGht on 2007-11-09 22:39

ขอพูดเรื่องการย้อนอดีตนะคะ

(ออกตัวก่อนว่า ตอนที่เรียนก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรลึกซึ้งมากมาย เลยอาจจะเข้าใจทฤษฎีผิดๆถูกๆไปบ้างนะคะ)

ถึงตอนนี้ก็ยังสงสัยว่าทำไมถึงได้คิดกันว่า ถ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงแล้วจะย้อนกลับไปยังอดีตได้

ถ้าเราเทค limit ความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงแล้ว ช่วงเวลาก็จะเข้าใกล้ 0 แต่ยังไงก็ไม่กลับย้อนไปติดลบอะค่ะ ก็เลยสงสัยว่าแล้วมันจะย้อนอดีตได้ยังไง
ตอบเรื่องการย้อนอดีตหรือการไหลกลับของเวลานะครับ
**ความจริงตูก็ไม่ได้ศึกษามาอย่างถี่ถ้วนเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยสนใจฟิสิกส์ แต่ดันชอบไอน์สไตน์

เท่าที่เคยอ่านมาผ่านๆ มานะครับ สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่ที่เกิดประจำก็คือ ขั้นแรกเราก็แค่เดินทางให้ได้ความเร็วแสง ออกนอกโลกก่อนนะ

อืมมม..แล้วจะส่งผลให้อนุภาคเราสลาย เมื่อถึงจุดหนึ่ง สมมุติว่าเป็นจุดสุดขอบจักรวาลละกัน มันก็จะเกิดการไหลย้อนกลับทันที หรือการไหลย้อนของเวลา

เมื่อเรากลับมายังโลกอีกครั้ง จะส่งผลให้โลกกลับเป็นอดีต

อืมมม..จะว่าไป มันก็อาจจะดูขัดๆ กันพิกลนะ แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่ออย่างนั้น

อ้างว่าดูจากลูกอุกาบาตที่ตกลงมายังโลก นักวิทยาศาสตร์บอกว่า มันเคยมาที่โลกครั้งหนึ่งแล้ว

#14 By ปิงกรู on 2007-11-17 17:29

ชอบค่ะ มีสาระดี ขอแอดนะเจ้าคะ

#15 By เทีนไข (222.123.238.27) on 2007-12-02 12:17

(- มนุษย์ต้องการที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติ หรือว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เพียงแค่อยากจะเอาชนะธรรมชาติเท่านั้นเอง)
ถ้าตามแนวคิด ฟรอยด์ มนุดอยากจะเข้าใจเพื่อที่จะเอาชนะครับ...

#16 By piyo_kung (124.121.6.115) on 2008-05-08 23:41

อ่านเข้าใจดี สนุกดีด้วย ชอบค่ะ

#17 By bigfish (202.12.73.20) on 2008-07-12 12:27